BigBugStudio Forum
http://bigbugstudio.com/forum/

12 Tails :Battle Star Old Arena[ย้ายลานประลองแล้วครับ~]
http://bigbugstudio.com/forum/viewtopic.php?f=19&t=5068
Page 110 of 113

Author:  ~LittlE_PanDa~ [ Sat Jun 19, 2010 10:53 am ]
Post subject:  Re: 12 Tails :Battle Star Old Arena[ย้ายลานประลองแล้วครับ~]

กระดื้บบบบบบ

อยากอ่านฟิคแต่ไม่มีเวลาแต่ง :|

Author:  anemone11 [ Wed Jun 23, 2010 12:36 am ]
Post subject:  Re: 12 Tails :Battle Star Old Arena[ย้ายลานประลองแล้วครับ~]

Quote:
บันทึกของหมึก 4
“....ทุกอย่างกลับมาเหมือนเดิม ตัวฉันถูกโยนเข้าหลังประตูบ้านนี้รอบแล้ว ไม่สิ... ครั้งนี้ไม่ใช่ประตูบานเก่า แต่ว่าเป็นประตูอีกบานของห้องอีกห้องหนึ่งซึ่งอยู่ตรงข้ามกับห้องของฉัน... แต่มันจะเป็นยังไงกันล่ะ? ถ้าเข้ามาแล้วต้องเจออะไรแย่ๆเหมือนเดิมมันก็ไม่ได้แตกต่างกันเลยไม่ใช่หรือไง?”

พอหมึกสาวเริ่มได้สติขึ้นมาเธอก็แสบตาขึ้นนิดๆ เนื่องจากไฟสีขาวจำนวนมากนั้นส่องมาใส่หน้าเธอตรงๆ พอเธอลองมาไปที่อื่นๆก็พบว่าเธอกำลังนอนอยู่บนเตียงคนไข้แบบในโรงพยาบาล ตัวเธอนั้นถูกมัดติดเอาไว้ทั้งมือ เท้า ลำตัว ที่อยู่รอบๆเตียงนั้นมีคนที่ใส่ชุดสีขาวแบบนักวิทยาศาสตร์หลายคนและทีมผ่าตัดกำลังจัดเตรียมอุปกรณ์บางอย่างอยู่

“ห้องผ่าตัด?....” หมึกสาวคิดในใจพลางมองสำรวจห้อง ขณะเดียวกันตรงห้องที่อยู่ข้างๆซึ่งเป็นที่สำหรับดูการผ่าตัดก็ได้มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาแล้วมายินรอภายในนั้น พอผู้ที่อยู่ห้องข้างๆหันมาทางนักวิทยาศาสตร์ที่อยู่ในห้องก็ถือแผ่นกระดาษข้างๆขึ้นมาอ่านเสียงดัง

“รหัส 813 ชื่อเดิมนั้นไม่ทราบแน่ชัด คาดว่าน่าจะเป็นทหารของฝ่าย G.E. ที่ได้บุกไปทำลายแลปที่โดโลเนียเมื่อราวๆ2สัปดาห์ก่อน แต่ถูกจับกุมได้หลังจากทางเราไปพบว่าติดอยู่ใต้ซากแลปเก่าที่ถูกทำลาย”

“แล้วตัวยาที่นำมาทดลองวันนี้คือ” ผู้ที่อยู่อีกฝากของห้องถามขึ้น

“ยารหัส 4414 เป็นยากลายสภาพที่ได้ผสมกับยีนของหมึกกล้วย” ผู้ที่อยู่ภายในตอบ

“ดี งั้นเริ่มทำการทดลองได้”

“รับทราบ” หลังสิ้นคำสั่งบรรดานักวิทยาศาสตร์ก็มีคนเดินเข้ามาหาเธอในมือนั้นก็ถือเครื่องฉีดยาอันใหญ่ ขณะเดียวกันคนที่อยู่ตรงหัวเธอก็เอาฝาออกซิเจนมาครอบแล้วเริ่มรมยาสลบ ขณะที่เธอเริ่มรู้สึกว่าสติค่อยๆเลือนราง แต่ก่อนจะสลบไปเธอก็เห็นว่าที่แขนขวาเธอถูกเข็มอันใหญ่เสียบเอาไว้แล้วตัวยาสีเขียวในหลอดก็ค่อยๆไหลเข้าไปภายในเส้นเลือดของเธอ

“....อ้ากกกกกกกกกกกกกกก” เธอกรีดร้องออกมาสุดเสียงเมื่อร่างของเธอทั้งร่างมันทั้งปวดแสบปวดร้อนไปทั่วทั้งตัว และเธอก็รู้สึกว่าส่วนต่างๆในร่างกายของเธอมันเริ่มพองๆยุบๆเรื่อยๆเหมือนกับว่ามีอะไรอยู่ในตัวของเธอกำลังเลื้อยไปมาอยู่ข้างใน และมันช่างเจ็บปวดและทรมาณที่สุด

“รมยาสลบเธอซะ!” หนึ่งในทีมผ่าตัดนำที่ครอบปากมาปิดทีหน้าเธอแล้วยาสลบก็ถูกปล่อยเข้ามาซึ่งมันทำให้เธอเริ่มสติๆเลือนรางอีกครั้งโดยที่ความทรมานกลับไม่หายไปแต่อย่างใด

“อ้ากกกกกกกก!!!” เธอแหกปากร้องด้วยความเจ็บปวดเสียงดังลั่นอีกครั้งหลังจากได้สติ ซึ่งตอนนั้นเธอเห็นว่าแขนเธอบวมเบ่งขึ้นมาใหญ่มากแถมผิวหนังก็ค่อยๆฉีกออกมาเรื่อยๆ ซึ่งมันช่างเจ็บปวดเกินจะรับไหวจริงๆ

“เธอกำลังกลายพันธ์” นักวิทยาศาสตร์ที่ดูอยู่ห่างเอ่ยขึ้นมาพร้อมกับสั่งบางอย่างกับคนที่อยู่ใกล้ๆ ซึ่งเธอไม่ได้ยินว่าเขาพูดว่าอะไรและแล้วเธอก็ถูกรมยาสลบไปอีกครั้ง

“....” หมึกสาวค่อยๆลืมตาขึ้นมาช้าๆอีกครั้ง คราวนี้นั้นเธอกำลังลอยอยู่ในแท่งแก้วขนาดใหญ่ซึ่งใส่น้ำใสสีฟ้าอ่อนจนเต็ม ที่หน้าเธอก็มีท่อออกซิเจนสอดอยู่ในปากเธอแล้วยาวขึ้นไปที่ด้านบนแท่งแก้ว

“ที่นี่มัน ที่ไหน?” เธอถามตัวเองก่อนจะพยายามมองผ่านออกไปข้างนอก

“หืม นี่เรอะผลงานที่เสร็จ” ชายรูปร่างอ้วนที่ยืนข้างนอกถามขึ้นในขณะที่กำลังยื่นหน้ามาดูใกล้ๆ

“ครับ นี่เป็นผลงานที่เกิดจากการฉีดสารกลายสภาพที่มีการผสมยีนของหมึกเข้าไปยังร่างมนุษย์ แม้ว่าขณะที่กำลังกลายพันธ์นั้นจะดูอันตรายและโอกาสล้มเหลวต่ำกว่าสัตว์ชนิดอื่น แต่มันก็สามารถผ่านมาได้ด้วยดีครับ”

“อืม แล้วคุณสามารถที่จะสร้างของแบบนี้ออกมาได้อีกหรือไม่?”

อยู่ๆภาพที่ฉันเห็นก็ตัดฉากไปยังอีกที่หนึ่ง ซึ่งฉันไม่รู้ว่ามันคือที่ไหน มันเป็นทางเดินลาดลงที่ทอดยาวลงไปข้างล่างเรื่อยๆ ตัวฉันที่ลอยอยู่ในหลอดสีฟ้าก็ทำอะไรไม่ค่อยได้เลยนอกจากเหลือบไปดูรอบข้างนิดๆหน่อยๆ รอบๆรถที่แบกหลอดแก้วที่ฉันอยู่ข้างในก็มีพวกมนุษย์ที่สวมเสื้อคลุมสีขาวหลายคนต่างก็เดินไปจดอะไรก็ไม่รู้ไปเรื่อยๆ

แต่แล้ว อยู่ๆภาพมันก็เริ่มตัดสลับกันไปมาจนเริ่มมั่วไปเรื่อยๆ มันทำให้ฉันสับสนมาก เพราะเรียงลำดับแทบไม่ถูกว่าอะไรเป็นเรื่องที่เกิดมาก่อนหรือว่าเพิ่งเกิดทีหลัง และเท่าที่พอจะจับใจความเรื่องบางเรื่องได้นั้น ฉันก็ไม่รู้ว่าตกลงนี่มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจากใครกันแน่ เพราะเท่าที่ลองนึกดูแล้วมันไม่น่าจะเป็นเรื่องของคนๆเดียวกันเลย

จากนี้ไป... คือสิ่งที่ฉันพอจำได้

ครืน... ตัวฉันซึ่งกำลังนั่งอยู่ในรถคันหนึ่งซึ่งเธอรู้แค่ว่าเป็นรถแต่ไม่รู้ว่าเป็นรถอะไร ที่นั่งนั้นเป็นแบบหันหน้าเข้าด้านใน ไม่มีหน้าต่าง ถัดจากเบาะนั่งก็เป็นที่วางปืนกลซึ่งเป็นปืนที่เธอไม่ค่อยคุ้นตานัก ระหว่างที่นั่งรออยู่นั้นก็มีกลุ่มคนเดินขึ้นรถมา พวกนั้นเป็นมนุษย์ที่ใส่เสื้อและกางเกงสีน้ำตาลดำ เป็นผู้ชาย5คน ผู้หญิงอีก 1คน แต่ละคนพอขึ้นรถก็นั่งลงประจำที่ไปทุกคน ยกเว้นชายคนหนึ่งซึ่งเดินตรงเข้าไปยังที่นั่งของคนขับรถ

“ไหวหรือเปล่า?” ชายคนที่นั่งตรงข้ามฉันถามขึ้น

“ก็พอไหว” ตัวฉันตอบกลับแม้ว่าจะไม่ได้คิดจะพูด

“จริงๆเธอไม่ต้องมาก็ได้นี่นา ทั้งที่เพิ่งจะกลับมาจากภารกิจที่ดาวอังคารแท้ๆ น่าจะพักผ่อนหน่อยนะ”

“ฉันยังไหวน่า ไม่ต้องมาห่วงหรอก อีกอย่างนายควรจะห่วงภารกิจมากกว่าที่จะมาห่วงคนรอบข้างมากว่านะ” ตัวฉันบอกกับเขาไป

“เอาล่ะเลิกเถียงกันก่อน” ผู้ที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าสั่งขึ้นมาพร้อมกับกดปุ่มที่อยู่ในแผงบนเพดานรถ สักพักก็มีจอภาพฉายลงมา

“ภารกิจของเราตอนนี้คือ ต้องบุกเข้าไปยังแลปทดลองของฝ่าย Neo U.M. เพื่อทำลายทุกสิ่งในนั้นให้หมด ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลการทดลอง สิ่งที่พวกมันทดลอง และตัวนักวิทยาศาสตร์ที่นั่น”

“แล้ว พวกนั้นกำลังทดลองอะไรอยู่ครับ?” เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มถาม

ตัดฉาก
“บ้าเอ้ย พวกนี้มันอะไรกันฟะ!?” เพื่อนของฉันคนหนึ่งตะโกนเสียงดังเมื่อเห็นหลอดทดลองขนาดใหญ่ซึ่งใส่ร่างของสิ่งมีชีวิตต่างๆที่ร่างกายผิดแปลกไปจากเดิมมาก ไม่ว่าจะเป็นร่างของมนุษย์ที่แขนกลายเป็นก้ามปู สุนัขที่มีแต่หัวและขาเหมือนแมงมุม และอีกสารพัดอย่างที่ถ้าได้มาเห็นรับรองว่าอ้วกกันเป็นแถว

ตัดฉาก
“ทำการปล่อยร่างทดลองลงสู่น้ำ!” เสียงประกาศดังก้องขึ้น ทันใดนั้นร่างของเธอก็ร่วงลงจากหลอดลงไปยังสระน้ำข้างล่าง

ซูม!! เธอค่อยๆร่วงลงไปเรื่อยๆจนกระทั่งลงมาถึงก้นสระซึ่งลึกประมาณ 7 เมตรได้ เธอก้มลงมามือแขนของเธอซึ่งบัดนี้นั้นกลายเป็นหนวดของหมึกไปแล้ว

“ร่างทดลองยังมีชีวิต” เสียงพูดดังก้องขึ้นมาจากห้องกระจกห้องหนึ่งซึ่งอยู่ติดกับสระ

“ปล่อยไว้ก่อน รอดู...”

ตัดฉาก
คราวนี้ฉันกลับมาอยู่ในหลอดทดลองอีกครั้ง และก็ยังคงอยู่ภายในห้องที่ถูกจับมาอยู่ในหลอดครั้งแรก ที่ข้างนอกหลอดนั้นก็มีมนุษย์ที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ 3 คนกำลังนั่งคุยกันอยู่โดยไม่รู้ว่าฉันลืมตาขึ้นมา แต่ถึงฉันจะลืมตามาก็ทำได้แค่ลอยตัวอยู่ในน้ำแล้วฟังพวกนี้บ่นอะไรก็ไม่รู้ไป

“บอกตามตรงนะ ฉันอยากจะย้ายออกโลกแล้วไปอยู่ที่โคโรนีของ C.F. สุดๆเลยนะตอนนี้” ชายคนหนึ่งในกลุ่มว่าขึ้น

“ทำไมล่ะ?” เพื่อนที่นั่งใกล้ๆกันถามเขา

“ก็จะได้ไม่ต้องอยู่ร่วมกับพวกประเทศบ้าอำนาจทั้งหลายที่กำลังทำสงครามกันอยู่ในโลกตอนนี้น่ะสิ” เขาตอบกลับพลางซดกาแฟไป

“ช่วยไม่ได้นี่นา ก็เราดันมารับข้อเสนอทำวิจัยที่นี่แล้วนี่”

“ใช่ อีกอย่างหนึ่งเราจะออกไปทั้งๆที่ยังทดลองไม่เสร็จแบบนี้ไม่ได้หรอกนะ”

ตัดฉาก….

ยังมีต่ออีกนะ ยังไม่จบ - -"

ยอมรับว่ามั่วได้ใจมากๆ

Author:  misuru [ Wed Jun 23, 2010 12:10 pm ]
Post subject:  Re: 12 Tails :Battle Star Old Arena[ย้ายลานประลองแล้วครับ~]

เรื่องราวจะเป็นยังไงต่อไปโปรดติดตามชม......

Author:  Altemis [ Wed Jun 23, 2010 8:06 pm ]
Post subject:  Re: 12 Tails :Battle Star Old Arena[ย้ายลานประลองแล้วครับ~]

ใกล้เปิดแล้ว อวยพรให้ชาวBSTทุกท่านได้เล่นด้วยกันน้างับ

เจอในเกมทะกกันได้ครับผม

Author:  MonkeyMage [ Fri Jun 25, 2010 11:23 pm ]
Post subject:  Re: 12 Tails :Battle Star Old Arena[ย้ายลานประลองแล้วครับ~]

ขุดหน่อยๆ เกือบจะหล่นไปหน้าสามแล้ว

Quote:
"อืม..." เสียงใสดังขึ้นจากร่างครึ่งมังกรหนุ่ม ดวงตาสีมรกตเปิดขึ้นช้าๆรับภาพเบื้องหน้า "เช้าแล้วเหรอนี่?"

'...เสียงกระดิ่งที่ได้ยินนั่นมัน... สงสัยคิดไปเองล่ะมั้ง...'

ร่างสีขาวครุ่นคิดได้ไม่นาน ร่างของน้องชายต่างสายเลือดที่นอนอยู่ข้างๆก็ค่อยๆตื่นขึ้น นัยน์ตาสีเหลืองทองหันมองไปรอบด้านอย่างสงสัยก่อนจะฉายแววยินดีเมื่อหันมาเจอพี่ชายของตนนั่งยิ้มอยู่ข้างๆ

"พี่อาร์ท!! พี่ไม่เป็นไรแล้วนะครับ มีตรงไหนผิดปกติอยู่รึเปล่า!!?" เสียงตะโกนของหมาป่าดำดังขึ้นในระยะประชิดจนผู้ที่ถูกถามต้องถอยห่างทันที

"ใจเย็นๆก่อน ราร์ล อยู่กันแค่นี้เอง ไม่ต้องตะโกนขนาดนั้นก็ได้" มังกรขาวยกมือขึ้นนวดศีรษะตนเอง ดูท่าว่าเสียงตะโกนเมื่อกี๊คงทำให้เขามึนได้ไม่มากก็น้อย "พี่ไม่เป็นไรแล้วล่ะนะ จะมาเป็นก็เพราะเสียงตะโกนของนายนั่นแหละ"

"อ๊ะ! ขอโทษทีครับพี่ พอดีลืมตัวไปหน่อย" ราร์ลฉีกยิ้มแหยๆออกมา ก่อนจะเบนสายตาไปยังวิหคหนุ่มที่ยังคงนอนหลับอยู่อย่างไม่สะทกสะท้านต่อเสียงลั่นป่าเมื่อกี๊เลยแม้แต่น้อย

"แล้วจะเอายังไงกับพี่ฟินซ์ดีล่ะครับเนี่ย ไหงหลับเป็นตายแบบนี้ก็ไม่รู้"

"คงใช้พลังเวทย์มากไปล่ะมั้ง เอาเป็นว่าแบกกลับหอคอยไปก่อนก็แล้วกัน เดี๋ยวเราต้องไปช่วยมิจจี้ทำพิธีปลดผนึกให้กลาเซียสอีก" อาร์ทพูดขึ้นพร้อมทั้งยกร่างวิหคขาวขึ้นพาดบ่า นัยน์ตามรกตชำเลืองมองน้องชายของตนเล็กน้อย "ว่าแต่นายคงไม่เป็นอะไรแล้วใช่มั้ย คงไม่ฟุบระหว่างทำพิธีหรอกนะ"

"ก็คิดว่าไม่น่าจะเป็นอะไรแล้วล่ะครับ" หมาป่าหนุ่มตอบยิ้มๆ หากแต่ในใจกลับนึกกังวลถึงอาการที่ผิดปกติของตนเองเมื่อคืน

'...หลังจากที่เห็นพี่อาร์ทสลบไป... ทำไมเราถึงจำอะไรไม่ได้เลยนะ... รู้สึกตัวอีกทีก็เห็นพี่อาร์ทนั่งอยู่ข้างๆแล้ว... หรือจะเกี่ยวกับอาการแปลกๆเมื่อคืนกันแน่... อย่าเพิ่งบอกพี่อาร์ทดีกว่า... เดี๋ยวอีกฝ่ายจะเป็นกังวลเอาซะเปล่าๆ...'

"งั้นก็กลับหอคอยกันเถอะ ป่านนี้มิจจี้คงเตรียมการอะไรเสร็จแล้วล่ะนะ"

Author:  ~LittlE_PanDa~ [ Fri Jun 25, 2010 11:51 pm ]
Post subject:  Re: 12 Tails :Battle Star Old Arena[ย้ายลานประลองแล้วครับ~]

เย้ๆ มีคนลงฟิคแล้ววว >___<

เดียวพรุ่งนี้ลงมั่งดีกว่า :mrgreen:

Author:  anemone11 [ Mon Jun 28, 2010 12:36 am ]
Post subject:  Re: 12 Tails :Battle Star Old Arena[ย้ายลานประลองแล้วครับ~]

หลายๆคนอาจจะคิดว่า ไอ้บ้านี่แต่งอะไรของมันอยู่ฟะ? คำตอบนั้นง่ายนิดเดียว ไม่รู้เหมือนกัน เผาอะไรได้ก็เผามันแค่นั้นแหละ- -"
Quote:
บันทึกของหมึก 5
การตัดสลับไปมาของภาพในหัวยังคงดำเนินต่อไปโดยไม่มีท่าทีว่าจะหยุด...
ตัดฉาก

ตอนนี้ภาพที่เห็นก็คือภาพของพวกหน่วยทหารที่นั่งรถมากับตัวฉันกำลังวิ่งอยู่ในทางเดินใต้ดินแห่งหนึ่งซึ่งฉันไม่รู้ว่ามันคือที่ไหน ทางเดินค่อยข้างจะมืด เพราะไฟตามทางนั้นมีแค่ไฟหลอดเล็กๆอยู่เป็นระยะๆเท่านั้น ระหว่างที่วิ่งกันมาจนถึงทางแยก 4 ทาง ชายที่นำกลุ่มก็หันมาสั่งว่า

“รหัส 442 664 553 ไปที่เขตห้องทดลอง 1-9 รหัส 775 997 ไปที่ห้องทดลองอาวุธ ส่วน 331 กับฉันจะไปที่ห้องควบคุมระบบรักษาความปลอดภัย เอาล่ะทุกคน ไปได้” เขาสั่งพร้อมกับที่ทุกคนต่างก็เดินแยกกันไปเป็นกลุ่มตามที่สั่ง

“กลุ่มของหัวหน้านั้นเดินตรงไปข้างหน้า ส่วนอีกกลุ่มนั้นไปทางซ้าย กลุ่มของฉันมาทางขวา ทางที่มานั้นไม่มีบอกว่าไปที่ไหน แต่ถ้าไปถึงที่หมายก็คงจะรู้เองล่ะ” ตัวฉันคิดแบบนี้

ตัดฉาก
อยู่ๆเธอก็พบว่ากำลังนอนอยู่ในซอกหินแห่งหนึ่ง เธอมองลอดออกไปตามรูต่างๆอย่างงุนงงก่อนจะค่อยๆมุดออกจากซอกกหินนั้น ตอนนี้เธอกำลังอยู่ใต้ผืนน้ำที่สูงเหนือหัวไป 9 เมตร บนผืนน้ำนอกจากจะค่อยข้างมือแล้วเธอยังเห็นมีแสงสีส้มสว่างวาบขึ้นมาเป็นระยะๆ

“อะไรน่ะ?” เธอถามเบาๆก่อนจะค่อยๆว่ายขึ้นไปเพื่อจะดูมันมันคืออะไร แต่อยู่ๆ

ตัดฉาก
คราวนี้เธอกลับมาลอยอยู่ในหลอดแก้วอีกครั้ง แล้วตอนนั้นก็ยังมีชายร่างอ้วนมายืนมองอยู่ๆข้างหลอด

“คือว่า แทนที่เราจะเรียกว่าเป็นยา เรียกว่าไวรัสน่าจะเหมาะกว่านะครับ” ชายที่เป็นนักวิทยาศาสตร์บอกแก่ชายร่างอ้วน

“หา เมื่อกี้ว่าไงนะ?” เขาเหลียวไปหาอย่างไม่สบอารมณ์

“คือ ว่าสารตัวนั้นน่ะ....”

ตัดฉาก
อยู่ๆความทรงจำเธอก็สับเปลี่ยนมาอีกอันหนึ่งซึ่งเป็นตอนที่เธอยังคงอยู่ในหลอดแก้ว แต่ภายในห้องไม่มีคนอยู่
“บ้าเอ้ย ทำไมถึงได้มาสับเปลี่ยนผิดเวลาอย่างนี้นะ!” หมึกสาวตะโกนด่าในใจเสียงดังลั่นแล้วก็อยากจะหัวโขกพื้นสุดๆในตอนนี้

ตัดฉาก
“ถ้ามันแพร่กระจายออกไปละก็ มันจะเกิดผลเสียอะไรตามมาก็ไม่รู้นะครับท่าน” ฃ

ตัดฉาก
คราวนี้เธอกลับมาอยู่ในหลอดที่ข้างนอกกับลั่งมีนักวิทยาศาสตร์ 3 คนกำลังนั่งบ่นกันอยู่

“ฉันบอกไอ้หมูอ้วนนั่นไปแล้วมันก็ไม่ฟัง น่ารำคาญชะมัดยาดเลย” ชายที่เป็นคนพูดกับชายร่างอ้วนเมื่อครู่บ่นเสียงดังพลางซดกาแฟไป

“ทำใจเถอะ พวกนั้นมันห่วงเงินมากว่าผลเสียมากกว่า มันก็คิดได้แค่นี้แหละว่ะไอ้พวกคนใหญ่คนโตแต่สมองอนุบาล” เพื่อนอีกคนเสริม

“อืม แล้วคิดดูนะ ถ้าเกิดมันแพร่กระจายออกไปจะเป็นยังไง หายนะมาเยือนเลย ถึงตัวยา ไม่สิ ถึงจะได้รับไวรัสไปแค่นิดเดียว ก็ยังไม่สามารถหยุดยั้งการกลายพันธุ์ได้เลย”

“แล้ว อย่างถ้าโดนไวรัสนั่นไปประมาณหยดหนึ่งแบบนี้ล่ะ ต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ถึงจะกลายพันธ์ได้อย่างสมบูรณ์เรอะ?” เพื่ออีกคนที่นั่งบนโต๊ะถามเขา

“ไม่รู้เหมือนกัน ขนาดร่างก่อนๆที่ผ่านมา” เขาว่าพร้อมกับชี้ไปยังหลอดต่างๆรอบห้อง

“เราใช้ไวรัสจำนวนมหาศาลฉีดให้เป็นระยะๆ เพื่อเร่งให้การกลายพันธุ์เร็วขึ้นยังต้องใช้เวลาตั้งเกือบปีกว่าจะกลายพันธุ์ได้สมบูรณ์แบบเลย”

“โห แล้วแบบนี้ไอ้หยดเดียวนี้ต้องกินเวลาเท่าไหร่กันเนี่ย?”

“ไม่รู้เหมือนกันนะ อาจจะร้อยปี พันปี หรืออย่างช้าที่สุดก็เป็นหมื่นๆปีโน้นแหละ” เขาตอบ

“โอ๊ย ป่านนั้นร่างทดลองก็ตายไปหมดแล้วไม่ต้องมากลายพันธุ์แล้ว!”

“ไม่ ไอ้ไวรัสนี่น่ะมันสามารถส่งต่อไปยังรุ่นลูกรุ่นหลานต่อไปเรื่อยๆได้นะ”

“เฮ้ย” เพื่อนที่นั่งบนโต๊ะหยุดหัวเราะแล้วเริ่มตั้งใจฟัง

“เรื่องจริงนะ มันเหมือนกับเป็นโรคติดต่อจากแม่สู่ลูกแบบนี้ไงล่ะ แล้วก็ถ้าเกิดรุ่นแม่กลายพันธุ์ไปถึงไหน รุ่นลูกที่เกิดมาก็จะกลายพันธุ์ไปขึ้นขั้นนั้น หลังจากนั้นก็จะกลายพันธุ์สืบทอดไปเรื่อยๆจนกระทั่งถึงรุ่นที่เป็นรุ่นสมบูรณ์ เข้าใจหรือยังล่ะ?”

“เออเข้าใจ ถ้าจะพูดง่ายๆมันก็คือการวิวัฒนาการใช่มั้ยล่ะ?”

“ก็ทำนองนั้น แต่นี่มันไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาตินะ เรียกว่ากลายพันธุ์เพราะไวรัสจะดีกว่า...”

ตัดฉาก
ตอนนี้ความทรงจำนั้นกลับมายังทางเดินใต้ดินที่มืดจนแทบมองไม่เห็นทาง ตัวเธอนั้นกำลังเล็งปืนมองไปทางที่เพิ่มเดินมา ส่วนเพื่อนอีกสองก็ยืนหลบอยู่ข้างประตูโดยเพื่อนที่หลบทางซ้ายนั้นก็กำลังกดรหัสผ่านอยู่

“ได้ล่ะ” เขาพูดก่อนจะยกปืนขึ้นพร้อมกับชูมือให้สัญญาณ

ครืด! พอบานประตูเลื่อนเปิดออกเพื่อนทั้งสองก็เดินนำเข้าไปยังภายในห้องที่มืดทึบ แสงก็มีแค่แสงไฟจากไฟฉายของทั้งสามเท่านั้น

“ให้ตายสิ จะประหยัดไฟอะไรนักหนานะ” เพื่อนคนหนึ่งบ่นขึ้นขณะกำลังส่องไฟไปดูรอบๆ

“ก็จะได้ให้พวกเรามองไม่เห็นไอ้ตัวน่าขยะแขยงแบบในหลอดพวกนี้ไงล่ะ” เพื่อนอีกคนตอบพลางกวักมือเรียกให้มาดูบางสิ่งในหลอดแก้วที่เขาดูอยู่ มันเป็นก้อนอะไรบางอย่างคล้ายๆตัวเม่นสีแดงกำลังยุบๆพองๆอยู่

“นี่มันบ้าอะไรฟะ?” เขาว่าพลางเดิมไปดูใกล้ๆบ้าง

“แต่ฉันว่า” อยู่ๆตัวเธอก็พูดขึ้นมา

“ไอ้นั่นยังไม่เท่ากับทางนั้นหรอก” เพื่อนชายทั้งสองคนหันไปหาเธอแล้วมองไปตรงที่เธอส่องไฟฉายไป

ตัดฉาก
“แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก” อยู่ๆเธอก็มาวิ่งอยู่ในทางเดินแห่งหนึ่งแทน ซึ่งเธอก็ไม่รู้ว่ากำลังหนีอะไรอยู่ แต่แล้วอยู่ๆ

ตัดฉาก
คราวนี้เธอกลับมาอยู่ในห้องของนักวิทยาศาสตร์ 3 คนเหมือนเดิม ซึ่งทั้งสามก็ยังไม่รู้สึกตัวกันเลยว่าเธอมองพวกเขาอยู่

“จะบอกให้นะ ที่ห้องแลปในกอรด้อนน่ะลองวิจัยเรื่องการขยายพันธุ์ไปแล้วล่ะ” ชายคนแรกพูดขึ้นมา

“เฮ้ย แล้วเป็นไงบ้าง?” เพื่อนของเขาถาม

“ไอ้เจ้าพวกนี้น่ะ มันสามารถขยายพันธุ์ข้ามสายพันธุ์ได้โดยไม่จำกัดว่าต้องเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกัน”

“เฮ้ย เรื่องง่ะ?”

“ใช่ ฉันเองตอนแรกก็แทบไม่อยากเชื่อเท่าไหร่นักหรอก แต่พอเค้าลองเอาข้อมูลยืนยันผลมาให้ดูเท่านั้นแหละ ฉันแทบจะลมใส่เลยล่ะ”

“แล้ว มันเป็นเพราะอะไรกันล่ะ?”

ตัดฉาก

“โธ่โว้ย ทำไมต้องมาตัดสลับเอาตอนสำคัญแบบนี้ยะ!!” เธอโวยวายในใจ

ตัดฉาก
ครืน! อยู่ๆรอบก็เกิดการสะเทือนขึ้นมาอย่างรุนแรงจนของภายในห้องจะล้มระเนระนาทไปหมดเหมือนกับผู้ที่อยู่ในห้องทั้งสาม

“นี่มันบ้าอะไรน่ะ?” คนหนึ่งในกลุ่มพูดขึ้น แล้วอยู่ๆไฟสัญญาณสีแดงก็ส่องออกมาพร้อมเสียงประกาศว่า

“สถานการณ์ฉุนเฉิน สถานการณ์ฉุนเฉิน เราถูกกองทัพไม่ทราบสังกัดเข้าโจมตี เราถูกกองทัพไม่ทราบสังกัดเข้าโจมตี ขอให้ทำการอพยพไปยังทางหนีโดยด่วน!”

“เวรเอ้ย แล้วงานทดลองของฉันล่ะ!” ชายในกลุ่มคนหนึ่งเอะอะเสียงดัง

“รีบส่งร่างทดลองไปที่ลิฟต์ฉุกเฉินเร็วเข้า” ชายคนหนึ่งรีบบอกกับเพื่อนแล้ววิ่งไปที่แผงปุ่มกดที่อยู่หน้าโต๊ะทำงานโดยเพื่อนของเขาก็รีบตามไปช่วยหลังจากนั้นไม่นาน

ครืด อยู่ๆที่หลอดแก้วอันอื่นที่อยู่ข้างๆและอันที่อยู่ด้านตรงข้ามเธอก็ค่อยเลื่อนลงไปทีละอัน แต่ขณะที่หลอดของเธอกำลังจะลงไปนั้นอยู่ๆก็เกิดการสะเทือนอย่างรุนแรงอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้มันทำให้หลอดที่เธออยู่ข้างในหลุดลงมากระแทกใส่พื้นข้างล่างจนแตกน้ำภายในทะลักออกไปทั่วพื้น ร่างของเธอก็นอนแน่นิ่งอยู่กลางเศษกระจก

“บ้าเอ้ย ร่างเบอร์ 813!” ชายคนหนึ่งรีบวิ่งเข้ามาหาเธอแล้วทำท่ากระวนกระวายเพราะไม่รู้จะทำยังไงต่อดี แต่อยู่ๆบนพื้นเพดานก็มีเสียงดังสนั่นขึ้นมา

ตึง!! หลังจากดังไปแล้วอยู่ๆก็เงียบไป นักวิทยาศาสตร์ทั้งสามต่างก็มองขึ้นไปแล้วคนหนึ่งในกลุ่มก็ถามขึ้นว่า

“เฮ้ย เกิดอะไรขึ้นข้างบนน่ะ?”

ตึง! อยู่ก็มีเสียงดังพร้อมกับแรงสะเทือนขึ้นมาอีกครั้ง

ตึง! ครืน! “เหวอ!!” เพดานที่อยู่บนของนักวิทยาศาสตร์ที่มาอยู่ใกล้เธอ จู่ๆก็ถล่มลงมาแล้วมีอะไรบางอยู่ร่วงลงมาทับใส่ชายคนนั้นด้วย

“นั่นมันขาหุ่นยนต์!”

วืด! ขาขนาดใหญ่นั้นค่อยๆเลือนกลับขึ้นไปทิ้งให้กองเศษปูนทับร่างไร้วิญญาณของผู้เคราะห์ร้ายไว้

“ฮัท! ไม่จริง!” เพื่อนของเขาทั้งสองรีบวิ่งเข้ามาหาเขาโดยที่ยังไม่รู้ว่ายังมีคนกำลังมองดูพวกเขาอยู่

ตัดฉาก

Author:  misuru [ Tue Jul 06, 2010 9:31 pm ]
Post subject:  Re: 12 Tails :Battle Star Old Arena[ย้ายลานประลองแล้วครับ~]

Quote:
ก๊อก ก๊อก ก๊อก......

“เข้ามา...” เสียงของอินทรีขาวที่ได้ยินเสียงเคาะประตู กล่าวเชิญผู้ที่อยู่หลังบานประตูห้องพักของผู้เข้าแข่งขัน BST ให้เข้ามาในห้อง

“มีจดหมายมาถึงคุณฟูจิวาระ มิซึรุครับ” เสียงของพิราบขาวแต่งชุดสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นบุรุษไปรษณีย์ประจำเมืองนี้ ได้ยื่นจดหมายที่มีผู้จ่าหน้าถึงมิซึรุเอาไว้มาส่งให้

“ขอบคุณมากครับ”

“อ้อ ไม่เป็นไรหรอกครับมันเป็นหน้าที่อยู่แล้ว ขอให้โชคดีนะครับ” ก่อนที่บุรุษไปรษณีย์คนนั้นจะเดินออกไป

“เช่นเดียวกันนะครับ”

แล้วภายหลังจากที่ได้รับจดหมายและลาบุรุษไปรษณีย์แล้ว ก็หันกลับมาสนใจกับจดหมายของตัวเองที่ได้รับมา

“ส่งมาจากใครกันเนี่ย?” พลางพลิกด้านหลังของจดหมายเพื่อหาชื่อคนส่งมา.....

ทันทีที่ได้เห็นชื่อบนจดหมายนั้นแล้ว สีหน้าของมิซึรุซีดลงไปแว้บหนึ่ง ก่อนที่จะเปิดจดหมายเพื่ออ่านถึงข้อความที่อยู่ในนั้น


“ถึง ฟูจิวาระ มิซึรุ

ว่าไงเพื่อน!!! สบายดีไหม!!!! ตอนนี้ฉันสบายดีมากๆเลย หลังจากที่แอบหนีออกมาท่องเที่ยวตั้งหลายเดือนแล้ว อ่าว! คิดว่าฉันอะไรบ้าๆอยู่ใช่ไหม มิจจัง อ่ะแน่นอน! ไม่ทำเรื่องบ้าๆก็เสียชื่อของ ราซ ตัวยุ่งแห่งแฟนธ่อมเลียร์กันหมดน่ะซี้ จริงม้าย!!!! 555555+

อ่ะ เข้าเรื่องดีกว่า ฝอยมาตั้งนานล่ะ นายคงคิดว่าตอนนี้ฉันกำลังออกไปไหนมาไหนอย่างไร้จุดหมายอยู่บ่ะซินะ ใช่ไหม! ผิด! ฉันกำลังจะไปหานายอยู่พอดีเลย เห็นว่านายได้เข้าร่วมแข่ง BST ด้วยนิ เยี่ยมสุดๆไปเลย ฉันล่ะอิจฉานายจริงๆที่ได้เข้าแข่งในงานนี้ด้วย แต่ฉันนี้สิต้องโดนคนไล่กลับไปทำโน้นทำนี้ น่าเบื่อที่สุด ฉันชอบอิสระน่ะ เข้าใจไหม ใครจะหยุดฉันได้ล่ะ 5555+

ปล. ตอนนี้ฉันอยู่ที่เมืองแห่งแสงแล้วนะ อีกไม่นานก็จะไปหานายแล้วละ รอฉันเอาไว้ก่อนเถอะ555+

จาก ตัวยุ่ง ราซ”


หลังจากที่ได้อ่านข้อความในจดหมายแล้ว มิซึรุก็ทิ้งตัวลงบนเตียงพร้อมกับเอามือก่ายหมายผากเอาไว้ก่อนที่จะบ่นออกมา

“เจ้าอาร์ท เจ้าราร์ล แถมเจ้าฟินซ์อีก แค่นี้หอคอยก็แทบอยู่ไม่สงบสุขทุกวันอยู่แล้ว แล้วนี้เจ้าราซก็ยังจะมาที่นี้อยู่อีก สงสัยงานนี้หอคอยได้แตกกันแน่ๆ” ก่อนที่จะคิดอะไรไปได้ไกลกว่านั้น ก็ได้ยินเสียงเอะอะข้างล่างของหอคอย แล้วยันตัวลงขึ้นมาเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น ก่อนที่อินทรีขาวของเราจะมีสีหน้าที่ตะลึงแบบสุดขีด

เพราะเบื้องล่างของหอคอยนั้นมีหมาป่าสีน้ำเงินตัวหนึ่งวิ่งนำมาพร้อมกับไปหน้าที่คอยแลบลิ้นเยาะเย้ยกับกลุ่มคนที่วิ่งไล่ตามหลังนับร้อยคน แถมแต่ละคนนั้นถืออาวุธครบมือพร้อมด้วยกับสีหน้าที่โกรธจัดสุดๆ

“หยุดเดียวนี้เลยนะแก!!!!! มาให้ฟันซักเฉาะสองเฉาะซะดีๆ แล้วจะยกโทษให้!!!!”

“ใครจะหยุดกันเล่า!!! ไอ้หัวปลาหมึกเอ้ย!!!!” พลางหันกลับไปทำหน้าตาปากจู๋ล้อเลียนเป็นปลาหมึกไส่คนที่อยู่ด้านหน้าสุด

ผู้ที่อยู่บนหอคอยและเห็นเหตุการณ์นี้ก็ถอนหายใจให้กับเหตุการณ์แบบนี้ ก่อนที่จะร่ายเวทลมเพื่อพาร่างสีขาวนั้นลงไป

“จนมุมซะทีนะ ไอ้ตัวแสบ มาให้ฟันซะดีๆเถอะ”

“อ่า แหะ แหะ คุยกันดีๆก็ได้นะพี่ชายสุดหล่อหัวปลาหมึก”

“- -* คำก็ปลาหมึก สองคำก็ปลาหมึก หัวโล้นแล้วมานผิดตรงไหน!!!! ตายซร้า!!!!!!” หัวหน้าของกลุ่มนั้นพุ่งเข้างื้อดาบใส่หมาป่าสีน้ำเงินที่หลังชนกำแพงซะแล้ว แม้จะดัดสีหน้าให้เหมือนกับจนอยู่กับเหตุการณ์ตรงหน้า แต่มุมปากนั้นยกขึ้นมาเล็กน้อยพร้อมๆกับอากาศรอบๆตัวกำลังหลอมรวมกันอยู่ แต่ทว่า....

ปึก!

“เฮ้ย!!! อะไรฟ่ะเนี่ย ไหงมีต้นไม้งอกออกมาขวางทางซะงั้น เกิดอะไรขึ้น!!!” ด้วยสีหน้าที่งุนงง แต่หลังจากนั้นก็เกิดรากไม้จำนวนมหาศาลพุ่งขึ้นมาพื้นดิน โอบรัดยกร่างกลุ่มคนที่ไล่ตามหลังหมาป่าน้ำเงินนั้นให้ลอยสูงขึ้นจากพื้น

ร่างที่ห้อยต่องแต่งทั้งหลายดิ้นขยับไปมาราวกับจะพยายามหนีจากพันธนาการรากไม้นั้นให้ได้ แต่พยายามยังไงก็หนีไม่พ้นซักที กระทั้งร่างสีขาวค่อยๆร่อนลงมาเพื่อเช็คสถานการณ์ที่เกิดขึ้น....

“ยังเหมือนเดิมเลยนะราซ” อินทรีขาวเบื้องหน้าทำหน้าหน่ายๆกับคนที่อยู่เบื้องหน้าซึ่งตอนนี้ทำหน้าตายิ้มรับราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“มิจจัง!!! คิดถึงจังเลย!!!” ก่อนที่ราซจะโดดเข้ากอดมิซึรุนั้น ก็เกิดรากไม้อีกต้นรัดตัวราซขึ้นไปห้อยหัวอีกรายหนึ่ง

“อย่าเลยราซ รู้สึกยังไงพิกลถ้านายเข้ามากอดข้าเนี่ย” ก่อนที่สีหน้าจะเปลี่ยนเป็นตกตะลึงเมื่อร่างที่ห้อยต่องแต่งนั้นแตกกระจายร่วงลงมาเหลือเป็นเพียงแค่เศษกระจกระยิบระยับ

แล้วก็มีมือเข้ามาโอบไหล่ของมิซึรุ เมื่อหันกลับไปก็พบกับหมาป่าสีน้ำเงินเจ้าเดิมที่ทำหน้าเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“ใจร้ายร้ายจริงน้า นายเนี่ยแค่จะกอดให้หายคิดถึงนั้นเอง”

“ให้นายกอดนี้ ไปกอดกับเจ้าตัวป่วนแห่งหอคอยนี้ยังจะดีกว่าซะอีก แต่ยังไงก็ขอต้อนรับสู่หอคอยนิรันดร์ละกัน ราซเซอร์ เดอร์ แฟนธ่อมเลียร์” แล้วยื่นมือออกมาจับ

“เช่นกัน ฟูจิวาระ มิซึรุ” แล้วยื่นมือมาจับกัน

“แล้วไอ้เจ้าพวกนี้จะทำยังไงล่ะมิจจัง”

“ก็ คงต้องส่งไปไกลๆหน่อยละกัน ว่าแต่นายนี้ไปทำอะไรมาไอ้พวกนี้ถึงตามนายเป็นพรวนเลยเนี่ย?”

“ก็แค่ไปกระทื้บหัวหน้าแก๊งของพวกมันเท่านั้นเอง ไม่เห็นจะต้องโกรธขนาดนี้เลย ใช่ป่ะมิจจัง” ด้วยสีหน้ายิ้มๆที่กวนต่อมกระตุก ผู้ที่อยู่เบื้องหน้าทำหน้าหน่ายๆกับเจ้าตัวที่กำลังยิ้มอยู่ก่อนที่จะสั่งให้รากไม้นั้นแปรสภาพเป็นดอกไม้สีเหลือง แล้วปล่อยเกสรออกมา

“กลั้นหายใจกันหน่อยละกัน”

พวกที่โดนรากไม้พันอยู่นั้น หลังจากที่สูดเอาเกสรเข้าไปแล้ว ก็ค่อยสงบลงและทำหน้ามึนๆกับสถานการณ์ปัจจุบันว่าตัวเองมาทำอะไรที่นี้กันหว่า ก่อนที่จะแยกย้ายกันกลับไป...

“เอาล่ะ ที่นี้ก็หมดปัญหาไปเรื่องหนึ่งแล้ว ส่วนอีกเรื่องถึงนายจะมาที่นี้แล้ว นายจะพักที่ไหนกันล่ะ ที่พักของหอคอยนี้ก็ไม่มีสำหรับบุคคลภายนอกซะด้วยซิ”

“จะไปยากอะไรเล่า ก็แค่นอนห้องเดียวกับนายก็พอ” สิ้นประโยค มิซึรุก็ทำหน้าตาแบบอึ้งไปสุดกับคำตอบที่ออกมา

“น๊าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา” พร้อมๆกับทำตาใสหน้าบ๊องแบ๊วสุดขีด

ซักพัก...ก็ยกมือยอมแพ้ให้กับการลูกอ้อนตรงหน้าก็จะเอ่ยปากออกมา “เฮ้อ...ยอมๆ นายอ้อนทีไรนี้ฉันเป็นต้องยอมทุกที”

“เย้ \^^/” แล้วเจ้าตัวก็วิ่งหายลับไปในหอคอยทันที พรอ้มๆกับทิ้งให้ร่างสีขาวนั้นถอนหายใจกับเรื่องในครั้งนี้

“ที่นี้เราก็ได้ตัวแสบประจำหอคอยเพิ่มมาอีก 1 แล้วสินะ”



ขอโต๊ดค้าบบบบบบบบบบบบ ที่หายต๋อมไปนานเลย >< มีเรื่องยุ่งมากมายที่มหาลัยจริงๆช่วงนี้

แถมหลายๆวันมานี้อาการไข้ก็เป็นๆหายๆอยู่นั้นแหละเซ็งมาก

ปล. เรื่องในครั้งนี้เป็นการเปิดตัวละครใหม่นะครับ ขอฝากเจ้าตัวป่วนตัวใหม่ไว้ให้ทุกคนด้วยค้าบบบ

Author:  ~LittlE_PanDa~ [ Wed Jul 07, 2010 12:19 am ]
Post subject:  Re: 12 Tails :Battle Star Old Arena[ย้ายลานประลองแล้วครับ~]

พี่ปอนด์เป็นไข้ แพนด้าท้องไส้ปั่นป่วน อุปสรรคเยอะจริงจริ๊งงงง :oops:

กรี้ดด มีตัวใช้ธาตุดินแล้วอ้ะ ไม่ยอม! :cry:

ว่าแต่ต่อเรื่องกลาสเซียสซะดีๆ พี่ปอนด์ :twisted:

Author:  MonkeyMage [ Wed Jul 07, 2010 12:34 am ]
Post subject:  Re: 12 Tails :Battle Star Old Arena[ย้ายลานประลองแล้วครับ~]

Art wrote:
"ดูท่าเราจะได้เพื่อนร่วมก๊วนใหม่แล้วมั้งนี่ จริงมั้ย? ราร์ล ฟินซ์"


Rarl wrote:
"ถ้าพี่อาร์ทไม่ว่าอะไรผมก็ได้หมดครับ ยุ่งมาผมก็แสบกลับ แต่ถ้าร่วมกันยุ่ง ร่วมกันป่วน ร่วมกันแสบ คงน่าสนุกมิใช่น้อย"


Phinz wrote:
"สมกับเป็นเพื่อนมิจจี้แฮะ หน้าตาดูแอบจิตเหมือนๆกันเลย แต่เจ้าหมานี่ดูท่าว่าแสดงออกมาอย่างเปิดเผยสุดๆเลยนะเนี่ย"

Page 110 of 113 All times are UTC + 7 hours
Powered by phpBB © 2000, 2002, 2005, 2007 phpBB Group
http://www.phpbb.com/