Last visit was: It is currently Mon Apr 06, 2020 11:39 am


All times are UTC + 7 hours




Post new topic Reply to topic  [ 1123 posts ]  Go to page Previous  1 ... 106, 107, 108, 109, 110, 111, 112, 113  Next
Author Message
 Post subject: Re: 12 Tails :Battle Star Old Arena[ย้ายลานประลองแล้วครับ~]
PostPosted: Mon Jun 07, 2010 12:33 am 
Engineer
User avatar

Joined: Wed Aug 05, 2009 5:02 am
Posts: 229
ไม่มีเวลาแต่งมาลงเลย :shock:

ขายทาโกยากิเพลิน :lol:

_________________
นิยายดองข้ามปี Prince Visor: Varcu
http://writer.dek-d.com/robomaru/story/view.php?id=552131

และ

เรื่องสั้นเรื่องแรกในชีวิต Date บทหนึ่งแห่งนิยามรัก
http://writer.dek-d.com/robomaru/story/view.php?id=272753

Image


Top
Offline Profile  
 
 Post subject: Re: 12 Tails :Battle Star Old Arena[ย้ายลานประลองแล้วครับ~]
PostPosted: Mon Jun 07, 2010 12:54 am 
ฮีโร่มาสเตอร์
User avatar

Joined: Tue Aug 25, 2009 1:44 pm
Posts: 1821
Location: ~•:นั่งมองไปข้างหน้ากับหมาน้อยสีขาว:•~
robomaru wrote:
ไม่มีเวลาแต่งมาลงเลย :shock:

ขายทาโกยากิเพลิน :lol:


ขายที่ไหนอ่า :shock: :shock:

จะได้ไปขอกินฟรี :lol: :lol:

/me โดนถีบ

_________________
Image
"คราที่เราสูญเสียสิ่งนั้นไปแล้ว จักรู้ค่าของสิ่งนั้นเมื่อยามจากไป"


Top
Offline Profile  
 
 Post subject: Re: 12 Tails :Battle Star Old Arena[ย้ายลานประลองแล้วครับ~]
PostPosted: Tue Jun 08, 2010 4:43 am 
Engineer
User avatar

Joined: Wed Aug 05, 2009 5:02 am
Posts: 229
ฝันร้ายในคืนที่จันทร์ไร้แสง(ภาคต้น2/2)
Zarlost wrote:
3 ปีต่อมา หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้นที่หมู่บ้าน มูดัล

ภายในห้องที่เต็มไปด้วยเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆมากมายถูกวางไปอย่างไม่เป็นระเบียบ จนแทบจะหาทางเดินไม่ได้
ที่มุมๆหนึ่งของห้องนั้นยังคงมีเด็กหนุ่มตัวเล็กๆกำลังนั่งทำอะรบางอย่างอยู่บนโต๊ะ


“ปัง!” เสียงของประตุดังขึ้นทำลายความเงียบภายในห้องนั้น

“ซารุ!” เสียงเล็กๆที่ดูท่าจะเป็นเสียงของผู้หญิงดังมาจากหน้าประตู

“...” ทว่าไม่มีเสียงตอบกลับมาจากคนในห้องแม้แต่น้อย

“นี่ ซารุ!!” เสียงนั้นตะโกนดังขึ้นอีก

“...อะไร..” เสียงเรียบๆถามกลับมาอย่างรำคาญ

“นี่นายหมกตัวอยู่ในนี้มาตั้งห้าวันแล้วนะ” เด็กสาวที่อยู่หน้าประตูพูดพร้อมกับเดินเข้ามาอย่างยากลำบากเพราะข้าวของ
ภายในห้อง

“...แล้วไง...” ซาร์ลอสตอบเสียงเรียบ

“ก็ไม่แล้วไงหรอกย่ะ แต่นี่มันถึงวันที่เราจะต้องส่งมอบของให้ลูกค้าแล้วนะ!” เฟลินพูดพลางยืนเท้าเอวอยู่ข้างๆซาร์ลอส

“...นี่เธอ...เจ้าไวท์...มันเป็นคนเอาไปส่ง...แล้วนี่...” ซาร์ลอสตอบพลางทำสิ่งที่ทำค้างอยู่ต่ออย่างไม่ใส่ใจ

“เอ๋?!” เฟลินร้อง

“...ถ้าไม่มีอะไร...ก็ออกไปซะ...ชั้นอยากอยู่เงียบๆ...” ซาร์ลอสพูดขึ้นขณะที่กำลังทำอะไรบางอย่างบนโต๊ะต่อ

“นายนี่มัน!” เฟลินพูดขึ้นอย่างเหลืออด แต่ก็เดินออกจากห้องไปโดยไม่พูดอะไรต่อ เพราะรู้นิสัยของซาร์ลอสดี


หลังจากออกมาจากห้องของซาร์ลอสได้ซักพักเธอก็เดินตรงไปยังระเบียงของห้องเช่าที่พวกเธอสามคนได้มาเช่าเอาไว้
หลังจากที่ต้องเร่ร่อนอยู่นาน พวกเธอต้องอาศัยความรู้ที่พอจะมีติดตัวเมื่อตอนที่ฝึกงานอยู่กับพ่อของซาร์ลอสที่หมู่บ้านมูดัล
มาใช้ประดิษฐ์ของบ้าง ซ่อมสิ่งของบ้าง เพื่อหาเงินประทังชีวิต จะเริ่มจะมีชื่อเสียงขึ้นมาบ้างเพราะฝีมือของพวกเธอเรียกได้
ว่าแทบจะเก่งที่สุดในหมู่เด็กที่อายุเท่าๆกัน คงเพราะพวกเธอเคยอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านมูดัล หมู่บ้านที่ได้ชื่อว่า หมู่บ้านแห่งนัก
ประดิษฐ์


“เฮ้อ!” เฟลินถอนหายใจพลางกระแทกตัวลงนั่งบนเก้าอี้ที่อยู่ตรงระเบียง

“ทะเลาะกับซาร์ลอสอีกแล้วหรือไง เฟลิน” เสียงของเด็กหนุ่มดังขึ้นข้างๆ

“กลับมาแล้วเหรอ ไวท์” เฟลินถามขึ้นอย่างไม่ตกใจกับการที่อยู่ๆไวท์ก็ชอบปรากฏตัวออกมาเงียบๆ คงเพราะอยู่ด้วยกันนาน
จนชิน

“อืม ได้เงินมาเยอะพอดูเลย” ไวท์พูดพลางหัวเราะน้อยๆ

“งั้นวันนี้ชั้นจะทำของอร่อยๆให้กินเป็นพิเศษเลยดีกว่า” เฟลินพูดขึ้นพลางหันมายิ้มให้

“อืม เพราะเธอนั่นแหล่ะพวกเราถึงได้เป็นอย่างทุกวันนี้ได้” ไวท์พูดขึ้นพลางมองออกไปยังสุดขอบฟ้า

“เห?” เฟลินหันมามองไวท์อย่างสงสัย

“ก็เธอน่ะ เป็นคนที่ลุงคาดัสถึงกับออกปากว่าเป็นเด็กอัจฉริยะเลยนี่นา” ไวท์พูดพลางหันมายิ้มให้เฟลิน

“ไม่เอาน่า พวกนายก็เก่งออก เว้นซารุไว้คนหมอนั่นก็เก่งอยู่หรอกนะ แต่นิสัยนี่ไม่เปลี่ยนเลย” เฟลินบ่นพลางทำเสียง
เลียนแบบซาร์ลอส จนไวท์อดขำไม่ได้

“ว่าแต่ ซาร์ลอสยังไม่ออกมาเหรอ” ไวท์ถามขึ้น

“อืม ทำอะไรอยู่ก็ไม่รู้ เห้นอยู่อย่างนั้นมาห้าวันได้แล้วมั้ง” เฟลินพูดพลางทำท่าคิด

“คง ทำไอนั่นอยู่” ไวท์พูดขึ้นพลางทำท่าคิดเช่นเดียวกัน

“เอ๋? ที่ว่าไอนั่นน่ะ มันคืออะไรเหรอ” เฟลินถามขึ้นอย่างสงสัย

“ก็...นี่ไง” ไวท์พูดพลางชูพิมพ์เขียวขึ้นมาให้เฟลินดู

“นั่นมัน...” เฟลินมองพิมพ์เขียวนั้นอย่างไม่อยากเชื่อ


พิมพ์เขียวที่ไวท์ชูให้ดูนั้นเป็นพิมพ์เขียวของสิ่งที่ว่ากันว่าเป็นต้นแบบของเครื่องจักรนิรันดร์ที่คาดัสเป็นคนออกแบบ
แต่ทว่า พิมพ์เขียวนั้นน่าจะสูญหายไปพร้อมๆกับหมู่บ้านมูดัลไปแล้วเมื่อสามปีก่อน แต่ตอนนี้กลับอยู่ในมือของไวท์
แทน


“ทำไมนายถึงมีพิมพ์เขียวนั่นล่ะ” เฟลินถามขึ้นอย่างสงสัย

“ก็...แหะๆ ชั้นแอบจิ๊กมาจากห้องทำงานของลุงคาดัสน่ะ” ไวท์ตอบพลางเกาหัวเบาๆ

“...สมเป็นหมาป่าจริงๆ...” เสียงหนึ่งดังขึ้นที่ข้างหลังของทั้งสอง

“เฮ้ย! ตุ่นแคระออกจากห้องแล้ว” ไวท์ร้องด้วยเสียงตกใจ ที่ดูเหมือนกับต้องการจะยั่วอีกฝ่ายมากกว่า

“...หึ...พูดแบบนี้...ชั้นขว้างไอ้นี่ทิ้งดีมั้ย...” พลางชูบางอย่างขึ้นมา

“นั่นมัน!” ทั้งสองเสียงร้องประสานกัน

“...หึ...เพลทไดร์เวอร์...กับ...เดรนโกรฟไง...” ซาร์ลอสพูดขึ้นพลางเดินกลับเข้าไปนั่งในห้องนั่งเล่น ทำให้อีกสองคนที่อยากเห็น
ต้องรีบตามเข้าไปทันที


หลังจากที่ทั้งสองตามเข้ามานั่งในห้องนั่งเล่นแล้ว ซาร์ลอสก็วางของทั้งสองลงบนโต๊ะที่อยู่ตรงหน้า ทั้งเฟลินและไวท์ต่างมองดู
ของทั้งสองนั้นอย่างตื่นเต้น เพราะมันเป็นสิ่งที่คาดัสไม่สามารถทำได้สำเร็จ เพราะถึงแม้จะเป็นต้นแบบของเครื่องจักรนิ
รันดร์ แต่คาดัสเองก็ยังทำให้มันมีขนาดเล็กแบบในพิมพ์เขียวไม่ได้


“นายทำได้ไงเนี่ย ซารุ” เฟลินพูดขึ้นอย่างตื่นเต้น

“ใช่ขนาดลุงคาดัสยังทำไม่ได้เลยนะเนี่ย” ไวท์เสริมขึ้น

“...ยังไม่สมบูรณ์หรอก...” ซาร์ลอสพูดขึ้นเบาๆ

“หมายความว่ายังไง” ไวท์ถามขึ้น

“...ก็น่าจะรู้นี่...ถ้าใช้แล้วจะเป็นยังไง...” ซาร์ลอสพูดพลางหยิบพิมพ์เขียวมาดู

“ค่าชดเชยสิ่นะ” ไวท์พูดขึ้นพลางทำท่าครุ่นคิด

“...ก็งั้นแหล่ะ...” ซาร์ลอสตอบเสียงเรียบ


แล้วทั้งห้องก็เงียบลงต่างคนก็ต่างจมอยู่ในความคิดของตัวเอง มีอยู่เพียงคนเดียวที่มองอีกสองคนสลับไปมาจนเริ่มจะอึดอัดกับบรรยากาศที่เป็นอยู่นี้ขึ้นมา


“นี่พวกนาย!” เฟลินร้องขึ้นอย่างทนไม่ไหว

“อะไรเหรอ เฟลิน” ไวท์สะดุ้งพร้อมกับถามขึ้นอย่างตกใจ

“พวกนายจะนั่งเงียบอีกนานมั้ยเนี่ยชั้นอึดอัดจะตายอยู่แล้ว” เฟลินพูดขึ้นพลางลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปทางประตูห้อง

“จะไปไหนน่ะเฟลิน” ไวท์ถามขึ้น

“ไปซื้อของ!” เฟลินบอกพร้อมกับปิดประตูดังปัง

“เฮ้ย! ชั้นไปด้วย!” ไวท์พูดพลางรีบลุกตามไปทันที เหลือก็แต่ซาร์ลอสที่ยังคงนั่งอยู่ที่เดิม


ในเมืองที่พลุกพล่านไปด้วยผู้คนมากมาย ตามข้างทางมีพ่อค้าแม่ค้ามากมายนำของมาขายกันเต็มไปหมด บรรยากาศใน
เมืองดูครึกครื้นแม้จะเป็นช่วงเย็นที่ฟ้าเริ่มมืดแล้วก็ตาม ท่ามกลางผู้คนเหล่านั้นมีหนุ่มสาวคู่หนึ่งเดินวื้อของไปพลางคุยกันไปบ้างก็หัวเราะออกมาเป็นระยะๆ


“เสียดายแฮะที่ซารุไม่มาด้วย” เฟลินพูดขึ้นขณะเดินดูของต่างๆ

“เธอเนี่ยนะ...ก็น่าจะรู้นี่ว่าเจ้านั่นไม่ชอบที่ๆคนเยอะน่ะ” ไวท์พูดขึ้นพลางจ่ายเงินซื้อของบางอย่างมา

“นั่นสิ่เนอะ หมอนั่นชอบที่เงียบๆ แล้วก็นั่งเหม่ออยู่คนเดียวตลอดเลย” เฟลินพูดพลางยิ้มออกมาน้อยๆ

“...” ไวท์ไม่ได้ตอบกลับมาแต่เขาเงียบไปแทน

“มีอะไรเหรอไวท์” เฟลินถามขึ้นหลังจากที่เห็นไวท์เงียบไป

“...ชั้น...ลืมซื้อของบางอย่างมาน่ะ แหะๆ” ไวท์พูดพร้อมกับเกาหัวเบาๆ

“เอ๋? ทำไงดีล่ะ” เฟลินถามขึ้น

“งั้นเธอไปรอที่น้ำพุใจกลางเมืองนะ เดี๋ยวชั้นซื้อของเสร็จจะตามไป แหะๆ โทษทีนะ” ไวท์พูดพลางรีบวิ่งกลับไปทางที่เพิ่งเดิน
มา ขณะที่ความมืดเริ่มปกคลุ่มไปทั่วท้องฟ้าเหลือแต่เพียงหมู่เมฆและกลุ่มดาวที่ส่องประกาย


เฟลินเดินมาจนถึงน้ำพุใจกลางเมือง แต่ขณะที่เธอกำลังจะเดินไปที่น้ำพุนั้นเธอเห็นร่างของใครบางคน ที่ดูคุ้นตานั่งอยู่บนม้านั่ง
ที่อยู่มุมหนึ่งของน้ำพุ ร่างของเด็กหนุ่มตัวเล็กกว่าเธอไม่มากนักแต่สำหรับผู้ชายวัยเดียวกันคงต้องเรียกว่าตัวเล็กเกินไป แม้จะ
เป็นคนในเผ่าพันธุ์เดียวกันก็ยังถือว่าตัวเล็กกว่าปกติ


“นายมาทำไรที่นี่น่ะ ซารุ” เฟลินถามขึ้นหลังจากเดินมาถึง

“...คืนนี้...คืนเดือนมืด...” ซาร์ลอสพูดขึ้นเบาๆ

“อืม” เฟลินตอบสั้นๆพลางนั่งลงข้างๆ

“...ดาวสวยนะ...” ซาร์ลอสพูดขึ้นพลางมองไปบนท้องฟ้าที่คืนนี้ดวงดาราต่างดูเปล่งประกายอย่างเต็มที่เพราะไร้เสียงจากดวง
จันทร์มาบดบัง

“อืม ว่าแต่...นายแปลกไปนะ เป็นอะไรรึเปล่า” เฟลินตอบก่อนจะถามเด็กหนุ่มข้างๆที่วันนี้ดูแปลกไปจากทุกวัน

“...ชั้น...อยากมองดูดาวแบบนี้...กับเธอตลอดไป...” ซาร์ลอสพูดพลงหันมายิ้มให้เด็กสาวข้างๆ รอยยิ้มที่ดูอ่อนโยนย่างท่เธอไม่เคยได้เห็นมาก่อน
เป็นรอยยิ้มแรกที่เธอได้เห็นจากเขา

“ซะ...ซะ...ซารุ...” เฟลินพูดตะกุกตะกั่ก พร้อมกับหน้าที่แดงระเรื่อขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

“...เฟลิน...” ซาร์ลอสเรียกชื่อของเด็กสาวพลางลุกขึ้นยืนแล้วหันหน้ามาทางเธอ

“...จะได้มั้ย...ถ้าชั้นขอให้เธอ...อยู่เคียงข้างชั้นและมองดูดวงดาราด้วยกันนับแต่นี้และตลอดไป...” ซาร์ลอสพูดขึ้นพลางจับมือ
ของเฟลินขึ้นมาอย่างเบามือ

“อ่ะ..เอ่อ..ซะ..ซารุ..” หน้าของเฟลินยิ่งแดงขึ้นกว่าเดิม ใบหน้าของเธอร้อนผ่าวขึ้น

“...จะได้มั้ย...ถ้าชั้นขอมอบ...จุมพิตนี้เพื่อเป็นสัญญาว่าจะเคียงข้างเธอตลอดไป...โดยมีหมู่ดาวเบื้องบนเป็นพยาน...”
ซาร์ลอสยังคงพูดต่อไป

“ซารุ” เฟลินพูดเบาๆพลางหลับตาลงช้าๆ

“...จุมพิตนี้เป็นสัญญาจากชั้น...ตัวชั้นจะอยู่กับเธอนับแต่นี้และตลอดไปไม่ผันแปร...” ซาร์ลอสพูดขึ้นพร้อมจุมพิตลงบนริม
ฝีปากชมพูระเรื่อของเด็กสาวตรงหน้าอย่างอ่อนโยน เวลารอบตัวของทั้งคู่ราวกับหยุดลงเพื่อจุมพิตนั้น....


ทว่าอีกฝั่งหนึ่งของทั้งคู่ ร่างของใครบางคนยืนมองสิ่งที่เกิดขึ้น ในมือของเขาถือกล่องอะไรบางอย่างอยู่ แววตาที่เขามองทั้งสอง
คนนั้นดูเจ็บปวดอย่างเห็นได้ชัด เขาเอ่ยอะไรบางอย่างออกมาเบาๆ

“เฟลิน..”



เอามาลงซักที ภาคต้นตอนที่สอง :lol: ต่อไปเป็นภาคปลาย :shock:

ไว้ว่างๆจะเอารูปทั้งสามตอนเด็กมาลงให้ครับ :lol: ในตอนที่สองทั้งสามอายุ15แล้ว :lol: คงต้องเอารูปมาลง
ทั้งสองช่วงเลยแฮะ 15 กะ12 :shock:

ขายที่ไหนอ่า :shock: :shock:

จะได้ไปขอกินฟรี :lol: :lol:

/me โดนถีบ
[/quote]

ผมขายอยู่ที่โคราชอ่ะครับ ขายที่เซฟวัน :lol:

_________________
นิยายดองข้ามปี Prince Visor: Varcu
http://writer.dek-d.com/robomaru/story/view.php?id=552131

และ

เรื่องสั้นเรื่องแรกในชีวิต Date บทหนึ่งแห่งนิยามรัก
http://writer.dek-d.com/robomaru/story/view.php?id=272753

Image


Top
Offline Profile  
 
 Post subject: Re: 12 Tails :Battle Star Old Arena[ย้ายลานประลองแล้วครับ~]
PostPosted: Thu Jun 10, 2010 5:54 pm 
ฮีโร่มาสเตอร์
User avatar

Joined: Sun Jun 28, 2009 7:37 am
Posts: 1765
Location: TaleTails~
Quote:
ในยามเย็น บริเวณลานน้ำพุกลางเมืองแห่งแสง

“นายไม่น่าห้ามข้าเลยนะ ราร์ล ไม่งั้นข้าได้ซัดกับเจ้ามังกรแดงนั่นสนุกมือไปแล้ว” เสียงบ่นของวิหคขาวดังขึ้นตลอดทางตั้งแต่ที่ฟื้นขึ้นมา

“หยุดบ่นซักที่น่า ฟินซ์ ข้าเริ่มรำคาญแล้วนะ ถ้านายยังไม่เงียบล่ะก็ได้นอนนานกว่าเดิมแน่” ครึ่งมังกรหนุ่มที่ฟังสหายของตนบ่นมาตลอดทางพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเจือความรำคาญเล็กน้อย

“จะบ่นไปทำไมครับ พี่ฟินซ์ เดี๋ยวผมก็ส่งไปนอนห้องพยาบาลแทนการมาเดินเล่นที่นี่ซะเลยนี่” หมาป่าดำหักนิ้วกรอบแกรบเป็นเชิงว่า ...ถ้าไม่หยุดพูดอีกล่ะก็ โดนแน่...

หลังจากที่เกือบจะเกิดการปะทะกันแบบข้ามรุ่นระหว่าง GM ไม่เจียมสังขารกับฟีนิกซ์ผ่าเหล่าเลือดร้อนไม่เจียมตัว สองพี่น้องก็แบกร่างวิหคสีขาวที่หมดสติด้วยฝีมือของราร์ลออกจากหอคอยเพื่อป้องกันเจ้าตัวตื่นขึ้นมาท้าสู้อีกรอบ กว่าที่วิหคขาวจะรู้สึกตัวก็ถูกสองพี่น้องต่างเผ่าพันธุ์พาเลยออกมาจนเกือบถึงตัวเมืองแห่งแสงเสียแล้วเป็นเหตุให้เจ้าตัวบ่นมาตลอดทาง

“เออๆ ข้าไม่บ่นก็ได้ฟะ” ฟินซ์หุบปากทันทีเมื่อเห็นสีหน้าเอาจริงของสองพี่น้อง แต่ก็ไม่วายบ่นออกมาเบาๆ “แต่มันก็น่าเสียดายเป็นบ้าเลยอ่า~”

“ฟินซ์~” อาร์ทลากเสียงยาวพร้อมกับแผ่จิตสังหารออกมาบางๆ ทำเอาวิหคหนุ่มต้องรีบเปลี่ยนเรื่อง

“แล้วนี่พวกนายมาทำอะไรที่นี่เหรอ”

“ก็ว่าจะมาหาวัตถุดิบไปปรุงยาใหม่ๆมาให้นายทดลองไง ฟินซ์” มังกรขาวพูดขึ้นพร้อมทั้งแสยะยิ้มเจ้าเล่ห์ชวนให้วิหคหนุ่มร้อนๆหนาวๆทันที

“เจอร้านแล้วล่ะครับ เดี๋ยวผมไปซื้อให้เอง พวกพี่รออยู่ข้างนอกนี่แหละครับ” หมาป่าดำเดินเข้าไปในร้านเล็กๆที่อยู่ข้างทาง ปล่อยให้ร่างสีขาวสองร่างยืนรออยู่ด้านนอก

หลังจากที่ราร์ลหายเข้าไปในร้านเล็กๆนั้นได้ซักพัก หมาป่าหนุ่มก็เดินออกมามือเปล่า สายตาทั้งสองคู่ของร่างสีขาวทั้งสองร่างมองมาอย่างสงสัย ไม่ทันที่อาร์ทจะเอ่ยปากถามอะไร หมาป่าดำก็ชิงพูดขึ้นมาเสียก่อน

“ทางร้านวัตถุดิบหมดครับ แต่ผมก็จ่ายเงินไปแล้ว รอมารับของอาทิตย์หน้า”

“แย่ชะมัด นึกว่าจะได้ลองยาสูตรใหม่กับเจ้าฟินซ์ซักหน่อย” อาร์ทถอนหายใจอย่างเสียดายสุดๆ ในขณะที่ร่างสีขาวอีกตัวถอนหายใจด้วยความโล่งอก

“ถ้างั้นก็กลับหอคอยกันได้แล้วล่ะมั้ง นี่ก็จะมืดอยู่แล้ว” ฟินซ์มองดวงอาทิตย์ที่กำลังลาลับขอบฟ้าก่อนจะหันมาชวนสองพี่น้องกลับหอคอย ทั้งสองพยักหน้ารับแล้วเดินตามฟินซ์ไปยังทิศทางของหอคอย

กริ๊ง...

เสียงกระดิ่งที่ดังขึ้นเรียกให้อาร์ทหันกลับไปดู แต่สิ่งที่พบกลับเป็นเพียงความว่างเปล่า ไม่มีสิ่งมีชีวิตอยู่ในที่นั้นเลย และดูเหมือนว่าทั้งสองร่างที่อยู่ใกล้ๆจะไม่ได้ยินเสียงกระดิ่งที่คุ้นหูนั้นด้วย

‘...เสียงเมื่อกี๊... สงสัยคิดไปเองล่ะมั้ง... เจ้านั่นไม่น่าจะมาอยู่แถวนี้ได้หรอกน่า...’

ครึ่งมังกรขาวหันหลังกลับไปเมื่อได้ยินเสียงน้องชายของตนเร่งให้เขาตามมา โดยไม่ทันสังเกตว่ามีเงาร่างเล็กๆร่างหนึ่งเคลื่อนตัวตามเขาไปเงียบๆ...


เดี๋ยวค่ำๆจะมีต่อฮะ

_________________
“Life is a big canvas and you should throw all the paint you can on it.”


Top
Offline Profile  
 
 Post subject: Re: 12 Tails :Battle Star Old Arena[ย้ายลานประลองแล้วครับ~]
PostPosted: Thu Jun 10, 2010 7:51 pm 
ฮีโร่มาสเตอร์
User avatar

Joined: Sun Jun 28, 2009 7:37 am
Posts: 1765
Location: TaleTails~
Quote:
ในยามค่ำคืน บริเวณป่าที่เชื่อมระหว่างหอคอยนิรันดร์กับนครแห่งแสง

ดวงจันทร์สีเหลืองนวลทอประกายอยู่กลางฟากฟ้า แสงจันทร์สาดส่องลงมาเผยให้เห็นร่างของสัตว์หน้าขนทั้งสามที่กำลังเดินกลับหอคอย ร่างหนึ่งมีสีดำและอีกสองร่างมีสีขาว ดวงตาสีเหลืองทองของร่างสีดำจ้องมองจันทร์เต็มดวงเหนือศีรษะอย่างครุ่นคิด เมื่อสัญชาตญาณบางอย่างของเผ่าสัตว์ป่าที่หลับอยู่ในร่างมาตลอดพลันตื่นขึ้นราวกับถูกบางอย่างกระตุ้น

‘...ทำไมกัน... ตอนจันทร์เต็มดวงครั้งก่อนๆไม่เห็นจะเป็นแบบนี้เลยนี่...’

หมาป่าดำพยายามคุมสติตัวเองอย่างเคร่งเครียด ร่างทั้งร่างชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อทั้งๆที่มีลมหนาวโชยมาเรื่อยๆด้วยซ้ำไป ดวงตาสีมรกตของผู้เป็นพี่จ้องมองมาอย่างเป็นห่วง น้ำเสียงอ่อนโยนที่นอกจากคนในครอบครัวแล้วหาฟังได้ยากยิ่งดังออกจากปากของร่างสีขาวนั้น

“เป็นอะไรรึเปล่า? ราร์ล ทำไมดูสีหน้าไม่ดีเลย?” มือสีขาวของผู้เป็นพี่ได้ที่สัมผัสไหล่ของร่างสีดำช่วยให้สัญชาตญาณในร่างสงบลงได้อย่างประหลาด หมาป่าหนุ่มสบตากับพี่ชายต่างเผ่าพันธุ์เล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงปกติ

“ไม่เป็นไรแล้วล่ะครับ ขอโทษที่ทำให้เป็นห่วง”

“ถ้าไม่เป็นอะไรแล้วก็ดีไป” มังกรขาวมองลึกลงไปในดวงตาสีเหลืองทองของน้องชายตนอย่างจับผิด ก่อนจะเบนสายตาออกไปมองพุ่มไม้เบื้องหลังของหมาป่าดำแทน “เพราะถ้านายโดนเจ้าพวกโลภมากพวกนั้นคาบไปก่อนคงไม่ดีแน่”

สิ้นคำ ทั้งพุ่มไม้และต้นไม้รอบข้างพลันสั่นไหว ร่างของนักล่าค่อยๆปรากฏออกมาทีละตัวจนรายล้อมไปทั่วบริเวณนั้น ครึ่งมังกรหนุ่มถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงกวนประสาทดังเช่นปกติ

“รอบนี้มากันเป็นร้อยเลยนะ เขาของข้าก็อันแค่นี้เองนะ จะแบ่งกันพอเร้อ~?”

“ดูท่าว่านายจะเนื้อหอมดีนะ อาร์ท เล่นมีแฟนคลับมารุมล้อมขนาดนี้น่ะ” วิหคขาวผู้มีปีกสีเทาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ

“ถ้านายอยากได้ ข้ายกให้ทั้งหมดเลยก็ได้นะ เผื่อนายอยากเหมา” อาร์ทผายมือทำทีว่าจะยกให้จริงๆทำเอาวิหคหนุ่มเอ่ยปากปฏิเสธเป็นพัลวัน

“ไม่เอาล่ะ ข้าไม่งกถึงขนาดเหมาหมดหรอกนะ ของแบบนี้มันต้องแบ่งเท่าๆกันสิ”

ตูม!!

เสียงระเบิดดังขึ้นราวกับเรียกร้องความสนใจ หลังจากที่เจ้าตัวสีขาวทั้งสองตัวคุยกันเองจนลืมไปแล้วว่ามีศัตรูเตรียมโจมตีอยู่รอบด้าน มีดสีดำถูกเรียกออกมาในมือของร่างครึ่งหมาป่า กรงเล็บสีทองกางออกพร้อมกับที่เจ้าของกรงเล็บนั้นตั้งท่าเตรียมพร้อม เปลวเพลิงสีขาวพลันปรากฏขึ้นเหนือถุงมือหนังสีน้ำตาลของวิหคหนุ่มที่มีสีเดียวกับเปลวเพลิงนั้น

“ฟินซ์ ขอไฟแรงๆหน่อยได้มั้ย แถวนี้แสงมันน้อยไปหน่อย เดี๋ยวภาพลวงตาของข้ามันจะไม่เนียน” ครึ่งมังกรหนุ่มพูดขึ้นหลังจากที่สอดส่ายสายตาสำรวจไปทั่วบริเวณโดยรอบ

“กล้าขอก็กล้าให้ แต่จะร้อนซักหน่อยนะ” สิ้นเสียง เปลวเพลิงสีขาวพลันลุกโชนขึ้นกลายเป็นดวงไฟดวงใหญ่ลอยอยู่เหนือพื้นที่บริเวณนั้น

“แบบนี้สิเจ๋ง! ได้เวลาเล่นซ่อนแอบกันแล้วเฟ้ย!” ร่างครึ่งมังกรแสยะยิ้มเจ้าเล่ห์แสนกลอันเป็นเครื่องหมายการค้าของเขาออกมา ก่อนที่ร่างทั้งร่างนั้นจะเลือนหายไปพร้อมกับจิตสัมผัสทั้งหมดที่กลืนไปกับธรรมชาติรอบข้าง

เงามีดสีดำจำนวนนับร้อยพุ่งเข้าจู่โจมเหล่านักล่าอย่างต่อเนื่องเรียกให้เกิดเสียงกรีดร้องดังขึ้นอย่างไม่ขาดสาย เงาร่างสีดำของเจ้าของมีดพุ่งเข้าสังหารศัตรูทีละตัวอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด หยาดเลือดที่สาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณได้สะท้อนแสงจันทร์จนแลดูเปล่งประกายสีแดงสดออกมา ยิ่งเสริมให้ร่างที่ไล่ฟาดฟันศัตรูอยู่ดูราวกับร่ายรำไปตามจังหวะสังหาร

เจ้าของดวงตาสีมรกตมองน้องชายต่างเผ่าพันธุ์ของตนอย่างเป็นห่วง ในขณะที่กรงเล็บสีเหลืองทองยังคงพรากชีวิตของผู้โลภมากทั้งหลายอย่างต่อเนื่อง หางสีขาวถูกกวัดแกว่งแต่งแต้มอากาศธาตุให้กลายเป็นคมศาสตรานับร้อยเข้าทะลวงร่างของอริร้ายศัตรูเบื้องหน้าเรียกเสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวดให้มากกว่าเดิม พร้อมๆร่างไร้วิญญาณของเหล่านักล่าค่อยๆเพิ่มขึ้นทีละตัว ทีละตัว...

หอกเพลิงสีขาวที่ถูกปาออกไปอย่างรวดเร็วได้พรากชีวิตของผู้ที่อยู่ในเส้นทางของมันเป็นทางยาว เปลวสีขาวซีดพุ่งขึ้นไปบนฟ้าก่อนจะแตกกระจายออกเป็นฝนเพลิงตกลงมาเผาไหม้ร่างของผู้ที่อยู่ในบริเวณนั้นอย่างรุนแรงโดยมีร่างของวิหคเพลิงสีขาวเป็นศูนย์กลาง ปีกสีเทาหม่นได้สะบัดออกไปเล็กน้อยก่อนจะเกิดเสาเพลิงสีขาวซีดพุ่งขึ้นแผดเผาศัตรูทั้งสี่ทิศท่ามกลางรอยยิ้มอย่างสนุกสนานของผู้ควบคุมเปลวเพลิงนั้น

“อุ๊บส์!! อีกแล้ว...” สัญชาตญาณดิบของสัตว์ป่าได้กลับมาจู่โจมหมาป่าดำอีกครั้ง มีดเงานับร้อยเล่มที่กำลังไล่จู่โจมศัตรูพลันสลายหายไปพร้อมกับร่างของเจ้าของที่ทรุดตัวลง สติสัมปชัญญะถูกดึงไปควบคุมสัญชาตญาณดิบทั้งหมดทำให้ร่างสีดำไม่ทันรู้ตัวว่าได้มีเวทมนต์โจมตีบทหนึ่งพุ่งเข้ามาทางเขา

“ราร์ล!!! ระวัง!!!!” ร่างครึ่งมังกรพุ่งเข้ากระแทกให้หมาป่าหนุ่มพ้นออกจากระยะโจมตีของเวทมนต์บทนั้น

เปรี้ยง!!!

เวทมนต์บทนั้นได้พุ่งเข้าปะทะกับร่างสีขาวเต็มๆ โชคดีที่เผ่าพันธุ์มังกรเป็นเผ่าที่ทนต่อเวทมนต์โจมตีทุกประเภทจึงทำให้เวทมนต์ที่รุนแรงถึงชีวิตบทนี้มีผลเพียงทำให้ครึ่งมังกรหนุ่มสลบไปเท่านั้น

“พี่อาร์ท!!!” ราร์ลตะโกนอย่างตกใจ ภาพการเสียชีวิตของครอบครัวเขาได้เข้ามาซ้อนทับกับภาพตรงหน้า ความโกรธแค้นพลันพวยพุ่งขึ้นมาพร้อมกับสัญชาตญาณดิบที่เจ้าตัวพยายามสะกดเอาไว้ได้เข้าครอบงำสติสัมปชัญญะทั้งหมด

ดวงจันทร์ที่ทอประกายสีเหลืองนวลเริ่มถูกเงามืดเคลื่อนมาบดบังทีละนิด ร่างสีดำเริ่มแผ่พลังเวทย์ที่เย็นยะเยือกออกมาทั่วบริเวณ ทั้งเงาไม้และเงาร่างของสรรพสัตว์ทั้งหมดที่อยู่โดยรอบได้เคลื่อนตัวเข้ามาครอบคลุมร่างสีดำนั้นก่อนจะแปรเปลี่ยนร่างนั้นให้กลายเป็นหมาป่าสีดำขนาดใหญ่ บรรดาเงาที่รายล้อมอยู่รอบข้างได้เปลี่ยนเป็นหมาป่าเงาสูงเท่าเอวจำนวน 12 ตัว

กรร...!!!

เสียงขู่คำรามดังก้องไปทั่วบริเวณเรียกให้ทุกชีวิตต้องหันมามองทันที สัตว์หน้าขนสีดำที่สูงกว่า 2 เมตร ได้พุ่งเข้าจู่โจมทุกชีวิตที่อยู่เบื้องหน้าด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อผิดกับขนาดร่างกายที่ใหญ่โตของมัน กรงเล็บสีนิลถูกตวัดไปทางใด ก็มักจะมีเศษเนื้อ หยดเลือด และชิ้นส่วนอวัยวะของผู้เคราะห์ร้ายกระเด็นไปทางนั้นเสมอ เหล่าบริวารทั้ง 12 ตัวของมันก็ไม่น้อยหน้า ทั้งคมเขี้ยวและกรงเล็บถูกใช้ในการควักเครื่องในสดๆของเหยื่อให้ออกมากองกับพื้นอย่างสยดสยองไม่แพ้ผู้เป็นนาย

การเข่นฆ่าเพียงฝ่ายเดียวได้ดำเนินต่อไปโดยมีเสียงกรีดร้องโหยหวนดังขึ้นอย่างไม่ขาดสาย หมาป่าสีดำคำรามก้องเมื่อดวงจันทร์บนฟากฟ้าได้ถูกเงามืดบดบังจนดับแสง เหล่าบริวารทั้งสิบสองตัวพลันแปรเปลี่ยนเป็นหอคอยเงาทั้งสิบสองรายล้อมบริเวณนั้นเป็นวงกลม ในขณะที่วิหคหนุ่มที่พอคาดเดาสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปได้ก็รีบพาร่างไร้สติของอาร์ทออกนอกบริเวณนั้นทันที

วงเวทย์สีเหลืองทองปรากฏขึ้นบนพื้นดินพร้อมๆกับวงเวทย์สีรัตติกาลได้เกิดขึ้นบนอากาศ วงเวทย์ที่มีขนาดเท่ากับอาณาเขตของหอคอยนั้นเริ่มหมุนในทิศทางที่ตรงข้ามกัน โซ่สีดำจำนวนมากได้พุ่งออกมาจากหอคอยทั้งสิบสองแล้วตรึงร่างศัตรูที่อยู่ในอาณาเขตนั้นจนไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ ประกายสีเหลืองทองจากวงเวทย์ด้านล่างลอยขึ้นมาพบกับละอองแสงสีดำที่ร่วงหล่นออกมาจากวงเวทย์เบื้องบนก่อนจะรวมตัวกันเป็นทรงกลมหม่นแสง เสียงหอนยาวของหมาป่าดำเป็นเหมือนสัญญาณให้เวทมนต์บทนี้ทำงาน

[มหาเวทย์ต้องห้ามที่สาบสูญ : เงามืดใต้แสงจันทรา]

ทรงกลมที่หม่นแสงนั้นพลันระเบิดออกจนเกิดเป็นเสาแสงพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในอาณาเขตนั้นพลันสลายกลายเป็นฝุ่นผงทันที เมื่อเสาแสงจางลง นัยน์ตาสีเหลืองของวิหคหนุ่มพลันเบิกกว้างอย่างตกตะลึง เมื่อภาพที่เห็นเบื้องหน้าคือหลุมขนาดใหญ่ที่เหลือเพียงเศษดิน ไม่มีร่างของเหล่านักล่านับร้อยเหลืออยู่เลยแม้แต่เศษเสี้ยว

ฟินซ์ผนึกพลังเวทย์ในร่างเตรียมพร้อมทันทีเมื่อหมาป่าดำร่างยักษ์นั้นเดินเข้ามาใกล้ด้วยท่าทีที่ไม่บ่งบอกว่าเป็นมิตรหรือศัตรู ร่างสีดำก้าวเข้าใกล้วิหคหนุ่มอย่างช้าๆ ไอเวทย์สีดำค่อยๆแผ่ออกจากร่างนั้นเรื่อยๆ ดวงตาสีเหลืองทองหรี่เล็กมองร่างไร้สติข้างๆวิหคหนุ่มด้วยสายตาที่มองไม่ออก ก่อนที่ร่างสีดำจะล้มตัวลงข้างๆร่างไร้สตินั้น เงาสีดำที่ครอบคลุมอยู่ทั่วร่างพลันกระจายตัวออกเหลือเพียงร่างของครึ่งหมาป่าตัวเดิมนอนหมดสติอยู่ใกล้ๆกับพี่ชายของตน

วิหคหนุ่มมองร่างที่ไร้สติทั้งสองก่อนจะถอนหายใจออกมาเล็กน้อย แสงสีเหลืองนวลที่สาดส่องลงมาจากดวงจันทร์กลมโตบนฟากฟ้าที่บัดนี้ไม่หลงเหลือเงามืดอยู่อีกแล้วทำให้ดูเหมือนว่าสองพี่น้องนั้นเพียงแค่หลับไป ฟินซ์มองภาพของสองตัวแสบที่นอนอยู่อย่างสงบก่อนจะเผยรอยยิ้มน้อยๆออกมา

“สายสัมพันธ์... ของครอบครัวอย่างนั้นสินะ”

กริ๊ง...

เสียงกระดิ่งที่ดังขึ้นเบาๆพร้อมกับสายลมอ่อนๆที่โชยมาทำให้วิหคหนุ่มรู้สึกง่วงนอน ความเหนื่อยล้าจากการต่อสู้ทำให้เขาผล็อยหลับลงอย่างรวดเร็วโดยมีร่างสองร่างที่นอนกองอยู่ใกล้ๆ ดวงตาสีอำพันของผู้ที่ลอบติดตามมาห่างๆทอประกายแวววาวอยู่ในเงาไม้ กระดิ่งสีเหลืองทองที่ติดอยู่ที่ปลายหางสั่นไหวออกมาเบาๆ ก่อนที่ร่างเล็กสี่ขานั้นจะเดินออกจากเงาไม้มาลากร่างไร้สติทั้งสามไปนอนที่โคนต้นไม้แถวๆนั้น แล้วกางปีกขนาดพอดีตัวบินขึ้นไปเกาะอยู่บนกิ่งไม้ใกล้ๆราวกับจะช่วยเฝ้ายามให้ทั้งสาม

กริ๊ง...

กระดิ่งสีเหลืองทองส่งเสียงดังขึ้นอีกครั้งพร้อมกับเรืองแสงออกมาจางๆเรียกให้สายลมอ่อนพัดมาเบาๆ เสียงของใบไม้ที่เสียดสีกันด้วยสามลมนั้นราวกับดนตรีธรรมชาติที่แสนไพเราะที่ขับกล่อมให้ร่างทั้งสามฝันดี ดวงตาสีอำพันฉายแววแปลกประหลาดที่ไม่สามารถบอกได้ออกมา จงอยปากสีเหลืองกระทบกันเบาๆเหมือนว่าเจ้าตัวต้องการจะพูดอะไรบางอย่าง

‘...ขอให้หลับฝันดีนะครับ... นายท่าน...’


ตัวที่มาใหม่นี่... พี่ปอนด์คงรู้อยู่แล้วล่ะมั้ง...

_________________
“Life is a big canvas and you should throw all the paint you can on it.”


Top
Offline Profile  
 
 Post subject: Re: 12 Tails :Battle Star Old Arena[ย้ายลานประลองแล้วครับ~]
PostPosted: Fri Jun 11, 2010 2:22 am 
Engineer
User avatar

Joined: Wed Aug 05, 2009 5:02 am
Posts: 229
ฝันร้ายในคืนที่จันทร์ไร้แสง(ภาคปลาย1/2)
Zarlost wrote:

ในเช้าวันรุ่งขึ้นอากาศยามเช้าที่ตอนนี้ยังคงเต็มไปด้วยหมอกบางๆ ผู้คนมีให้เห็นบางตา ร่างของเด็กหนุ่มตัวเล็กกำลังเดิน
ตามทางเท้า ในมือของเขาถือกระดาษแผ่นหนึ่งที่เป็นต้นเหตุให้เขาต้องออกมาเดินฝ่าหมอกตั้งแต่เช้าตรู่แบบนี้
เขาเดินไปเรื่อยๆจนมาถึงที่ๆเขียนนัดไว้ในกระดาษแผ่นนั้น เขาหยุดอยู่ตรงสวนน้ำพุที่มาเมื่อวาน และที่ข้างๆน้ำพุก็มีเด็กหนุ่ม
อีกคนกำลังยืนรอใครซักคนอยู่


“...มีอะไร...ไวท์...” เด็กหนุ่มตัวเล็กถามขึ้นทันทีที่เดินไปยืนข้างๆ

“เมื่อวาน...” ไวท์พูดทั้งที่ยังคงหันหลังให้ซาร์ลอส

“...ชิ..มีอะไรก็รีบๆพูดมา...” ซาร์ลอสบ่นขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์ แต่แล้วก็ต้องเบิกตากว้างอย่างตกใจเมื่อจู่ๆอีกฝ่ายก็หัน
กลับมาพร้อมหมัดที่พุ่งเป้ามาที่ใบหน้าของเขา

“พลั่ก!!/อั๊ก!!” เสียงหมัดกระแทกดังพร้อมกับเสียงร้องของซาร์ลอสก่อนที่ร่างเขาจะเซถอยไปตามแรงหมัด

“...ต่อยชั้น...ทำไมฟระ...ไวท์!!” ซาร์ลอสตะโกนพร้อมกับใช้มือเช็ดเลือดที่ปาก

“นายรู้มั้ย...ว่าชั้นน่ะชอบเฟลินมาตั้งนานแล้ว” ไวท์พูดขึ้นเบาๆ

“...ว่าไงนะ...” ซาร์ลอสพูดออกมาอย่างตกใจ เพราะเขาไม่เคยรู้เรื่องนี้เลย

“ชั้นเคยคิดนะว่าเฟลินอาจจะชอบชั้น อาจเพราะยัยนั่นชอบมาคุยกับชั้นมากกว่านาย แถมเวลายัยนั่นเจอนายทีไรต้อง
ทะเลาะกันทุกที ต่างกับเวลาที่มาเจอชั้น ถึงแม้เวลาที่เราคุยกันเธอจะชอบบ่นเรื่องนายบ่อยๆก็เถอะ” ไวท์พูด
พลางหันไปมองน้ำพุ

“แต่ว่านะ เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน มันทำให้ชั้นได้รู้ตัว ว่าคนที่เฟลินชอบน่ะไม่ใช่ชั้นแต่เป็นนาย” ไวท์พูดพร้อมกับหันมามอง
ซาร์ลอส

“...นายเห็น?...” ซาร์ลอสถามขึ้นอย่างตกใจ

“อืม ซาร์ลอส!” ไวท์ตอบรับก่อนจะเรียกชื่อของอีกฝ่ายเสียงดัง

“...อะไร..” ซาร์ลอสถามกลับอย่างสงสัยในท่าทางของเพื่อน

“หึ นายต้องสัญญากับหมัดเมื่อกี้ของชั้น ว่านายจะดูแลเฟลินให้ดีที่สุดและต้องไม่ทำให้เธอเสียใจเด็ดขาด” ไวท์พูดพลางชู
หมัดขึ้นมาแล้วยื่นออกมาข้างหน้า

“...หึ...” ซาร์ลอสไม่ได้พูดอะไรมากนัก แต่กลับยื่นหมัดของเขาไปชนกับหมัดที่ของไวท์แทนคำตอบ

“แล้วก็ จากนี้ไปชั้นจะออกเดินทาง” ไวท์พูดขึ้นหลังจากที่ซาร์ลอสชนหมัด

“...คิดดีแล้วสิ่นะ...” ซาร์ลอสถามขึ้น

“ก็นะ บางทีอาจได้สัมผัสความรักแบบนายบ้าง” ไวท์พูดพลางหันหลังให้แล้วโบกมือลา

“...โชคดี..ไวท์..” ซาร์ลอสพูดพลางหันหลังกลับเช่นกัน

“เช่นกัน ซาร์ลอ- อั๊ก!!” ไวท์ที่พูดขึ้นแต่ยังไม่ทันพูดจบตัวเขาก็ทรุดลงกับพื้นพร้อมกับร้องออกมาด้วยความทรมาณ

“เฮ้ย!” ซาร์ลอสทีกำลังจะเดินออกไปรีบหันหลังกลับมาตามเสียงร้องนั้นก่อนจะรีบวิ่งไปพยุงร่างที่ทรุดลงกับพื้นนั้น

“...ไวท์...เป็นอะไรไป..” ซาร์ลอสพูดพลางพยุงร่างของไวท์ขึ้น

“ระ..ร้อน...มะ..เหมือน..เหมือนหัวมัน...จะระเบิด...อ๊ากกกกก!!!” ไวท์พูดออกมาอย่างยากลำบากก่อนจะร้องออกมาด้วย
ความเจ็บปวด

“...ชิ...คงต้องพากลับไปที่ห้องพักซะก่อนแล้ว...” ซาร์ลอสพูดขึ้นพลางพยุงร่างของไวท์เดินไปตามทาง ที่ไร้ผู้คน


“ปัง!”
เสียงประตูห้องพักถูกเปิดออกพร้อมกับซาร์ลอสที่พยุงร่างของไวท์เดินเข้ามาอย่างช้าๆ เขาเดิ นไปที่โซฟาก่อนจะค่อยๆวางร่างของไวท์ลงอย่างช้าๆ ขณะที่เฟลินที่ได้ยินเสียงประตูเปิดก็รีบออกจากห้องมาดู เมื่อเห็นท่าทางของไวท์เธอก็รีบวิ่งเข้ามาหาทันที


“ซารุ ไวท์เป็นอะไร” เฟลินรีบถามขึ้นทันที

“...ไม่รู้...อยู่ๆหมอนี่ก็..ทรุดลงไปเฉยๆ...” พลางมองร่างที่ยังคงดิ้นไปมาอย่างทรมาณ

“ปะ..ปวด...หะ..หัวจะระเบิด...ระ..ร้อน...อ้ากกก!” เสียงของไวท์ยังคงร้องออกมาเป็นระยะๆ

“ทำไงดีล่ะ แถวนี้น่ะไม่มีหมอซะด้วย” เฟลินพูดขึ้นอย่างทำอะไรไม่ถูก

“อ้ากกกก!” ไวท์ร้องขึ้นมาอีกครั้งก่อนจะสลบไป

“แย่แล้ว!” เฟลินร้องขึ้นก่อนจะรีบแนบหูลงบนหน้าอกเพื่อฟังเสียหัวใจทันที

“...หมอนี่แค่สลบน่า...ดูก็น่าจะรู้...” ซาร์ลอสพูดขึ้นเบาๆ

“นายนี่มัน!” เฟลินหันมามองซารืลอสอย่างโกรธๆ

“...ปล่อยให้ไวท์นอนพักดีกว่าน่า...แล้วก็ชั้นมีเรื่องจะบอกเธอ..” ซาร์ลอสพูดก่อนจะเปิดประตูห้องออกไป เฟลินจึงนำผ้ามา
ห่มให้ไวท์ก่อนจะรีบตามออกไป


ตามทางเดินที่ตอนนี้มีผู้คนออกมาบางแล้ว หมอกก็จางไปมากพร้อมกับแสงแดดเริ่มส่องลงมา หนุ่มสาวคู่หกนึ่งที่กำลังเดิน
อยู่ราวกับพูดคุยอะไรบางอย่างกัน ทั้งคู่เดินตรงไปทางม้านั่งที่อยู่ไม่ไกลมากนัก ก่อนจะนั่งลง


“นายว่าไงนะ!” เฟลินถามเสียงดังแถมยังหน้าขึ้นสีเรื่ออีกต่างหา

“...เธอนี่หนวกหูจริง...ก็บอกว่าไวท์รู้เรื่องของชั้นกับเธอ...ที่เกิดขึ้นเมื่อวานแล้วไงล่ะ...” ซาร์ลอสพูดขึ้นมาอย่างรำคาญ

“แล้ว..แล้วเรื่องที่ว่าไวท์จะออกเดินทาง..จริงรึเปล่า” เฟลินรีบเปลี่ยนเรื่องถามทันที

“...อืม...แต่หมอนั่นคงไม่กล้าบอกเธอตรงๆ...” ซาร์ลอสพูดขึ้น

“งั้นเหรอ...งั้นชั้นคงต้องทำอาหารชุดใหญ่เลี้ยงส่งให้ไวท์ซะแล้ว” เฟลินพูดพร้อมกับยิ้มออกมา

“...เฮ้อ..” ซาร์ลอสได้แต่ถอนหายใจอยู่ข้างๆ


แล้วทั้งคู่ก็เริ่มออกเดินไปตามทางเพื่อซื้อของต่างๆที่จะใช้ทำอาหาร ทั้งคู่เดินไปร้านนี้บ้างแวะร้านนู้นบางแทบจะตลอดทาง
แล้วทุกครั้งที่ออกจากร้านของบนมือของเด็กหนุ่มที่เดินตามข้างก็จะเยอะขึ้นเรื่อยๆ จนตอนนี้ราวกับต้นคริสต์มาสเดินได้เลย
ทีเดียว

จนในที่สุดทั้งคู่ก็กลับมาจนถึงห้องของตัวเอง ซาร์ลอสรีบวางของลงทันทีก่อนจะล้มฟุบอยู่หน้าทางเข้าเพราะหมดแรง
ขณะที่เฟลินรีบเดินเข้าไปในห้องเพื่อจะเข้าไปเตรียมของในห้องครัว แต่แล้วก็ต้องเบิกตากว้างอย่างตกใจเพราะร่าของไวท์ที่
นอนอยู่บนโซฟาได้หายไปแล้ว มีเพียงกระดาษแผ่นหนึ่งวางทิ้งเอาไว้


“ชั้นขอรับ เพลทไดร์เวอร์ และเดรนโกรฟ ไปล่ะนะ จากไวท์” ทันทีที่อ่านข้อความจบวาร์ลอสก็รีบวิ่งออกจากห้องไปทันที
เพราะเขาคิดว่าไวท์ยังคงไปไม่ไกลเท่าไหร่


ซาร์ลอสวิ่งตามหาไวท์ไปตามทางเดินเขาวิ่งไปตามที่ๆคิดว่าไวท์น่าจะไป ทั้งสวนน้ำพุ หรือร้านขายเศาเหล็กต่างๆหรือแม้แต่
บ้านของคนที่เคยมาสั่งของจากพวกเขา แต่แล้วก็ไม่เจอวี่แววของไวท์เลยแม้แต่น้อย แต่แล้วเขาก็นึกอะไรบางอย่างได้ก่อนจะ
รีบวิ่งกลับไปอีกทาง ตรงไปยังทางออกนอกเมืองซึ่งเป็นทีๆเขาคิดว่าน่าจะเจอไวท์ได้มากที่สุด


สิ่งที่ซาร์ลอสคิดไว้นั้นไม่ผิด ไวท์กำลังยืนอยู่ที่ทางเข้าออกเมืองราวกับรอใครบางคนอยู่ ซาร์ลอสรีบตรงเข้าไปหาไวท์ทันที
ขณะที่ไวท์หนมามองราวกับจะรู้อยู่แล้วว่าซาร์ลอสต้องมา


“หึ มาแล้วสิ่นะ” ไวท์พูดขึ้นแต่ท่าทางของเขาดูแปลกไปจากทุกทีราวกับเป็นคนละคน

“...ทำไม...” ซาร์ลอสถามขึ้นอย่างไม่เข้าใจ

“หึ ไว้เดี๋ยวนายก็รู้ แต่ตอนนี้ชั้นจะขอสองสิ่งนั้นไปก่อน ส่วนอีกอย่างนั้นฝากไว้ที่นายก่อนก็แล้วกัน ซาร์ลอส” ไวท์พูดขึ้น

“...แกไวท์...หมายความว่ายังไง...” ซาร์ลอสพูดขึ้นพร้อมกับตรงเข้าไปหา

“หึ ไว้คราวหน้าที่เราพบกัน ชั้นจะมาของรับของสิ่งนั้นไป ฮ่าๆ” ไวท์พูดพร้อมกับร่างของเขาค่อยๆหายไปกับสายลมแรงที่พัด
มา

“...ไวท์!!!...” ซาร์ลอสตะโกนพร้อมกับมองร่างที่หายไปของไวท์...



สิ่งที่ไวท์พูดและสิ่งที่ทำให้ไวท์เปลี่ยนไป จะถูกเฉลยในตอนหน้า...
(พูดหยั่งกับการ์ตูนเลยแฮะ :lol: )

_________________
นิยายดองข้ามปี Prince Visor: Varcu
http://writer.dek-d.com/robomaru/story/view.php?id=552131

และ

เรื่องสั้นเรื่องแรกในชีวิต Date บทหนึ่งแห่งนิยามรัก
http://writer.dek-d.com/robomaru/story/view.php?id=272753

Image


Top
Offline Profile  
 
 Post subject: Re: 12 Tails :Battle Star Old Arena[ย้ายลานประลองแล้วครับ~]
PostPosted: Fri Jun 11, 2010 8:39 pm 
Jumping Panda!
User avatar

Joined: Fri Jun 19, 2009 12:23 pm
Posts: 3964
Location: หน้าคอม
ขอบ่นนิดนุงนะ
แง่งงงงงงง ให้เลือกลงเรียนเสรีที่ไหนกัน วิชาอื่นๆ บังคับเรียนที่ประสานมิตร เหลือจิตวิทยาวิชาเดียวให้เรียนที่องครักษ์ -*-

.............


กลับมาบ้านแล้วค่าาาา ทำไมไปหอแล้วเพื่อนๆ มีโน๊ตบุ๊กกันหมด ไม่มีอยู่คนเดียว TT_TT

ขอลงฟิคย้อนอดีตไปถึง 3 ปีก่อนที่เป็นจุดเริ่มต้นของดราม่าซักหน่อยนะคะ
จะทยอยลงเรื่อยๆ ค่ะ หาเรื่องลงฟิค :oops:



อาเรส wrote:
ท่ามกลางทะเลทรายอันร้อนระอุ ไอแดดที่ร้อนแรงพร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งอย่างที่อยู่เบื้องล่างของมัน ทั้งต้นไม้ต้นน้อยที่ขึ้นกระหยุมกระหยิม สัตว์ต่างๆ ที่อาศัยอยู่ใต้ผืนทราย รวมถึงคณะเดินทางเล็กๆ ที่ข้ามทะลเทรายอันเวิ้งว้างมาหลายวันแล้วด้วย พวกเขาคือพ่อค้าจากอีกฟากหนึ่งของทวีป ข้ามทะเลทรายมาเพื่อส่งของไปยังโกดังในเมืองแห่งแสง และเนื่องจากสินค้าที่บรรทุกมามีมูลค่ามาก จึงมีเหตุการณ์ที่กองโจรจะดักปล้นสินค้า อาศัยความโดดเดี่ยวที่อยู่ท่ามกลางทะเลทรายจู่โจมอยู่บ่อยๆ หัวหน้าคาราวานจึงได้จ้างนักรบฝีมือดีมาจำนวนหนึ่งเพื่อคุ้มกันผลิตภัณฑ์ หนึ่งในนั้นคือ ลูกชายคนโตแห่งตระกูลขุนนางเนอรินตั้นนั่นเอง

อาเรส อเลค เนอรินตั้นวัย 20 ปีเกิดมาในตระกูลขุนนางที่เพียบพร้อมไปด้วยยศถาบรรดาศักดิ์ เงินทอง ข้าวของเครื่องใช้ราคาแพงต่างๆ มากมาย อีกทั้งตนยังมีความสามารถที่ขุนนางทุกตัวพึงมี เสือดำหนุ่มมีทุกสิ่งทุกอย่างที่สัตว์ทั่วไปใฝ่ฝัน เขาเกือบจะเจริญตามรอยบิดาของเขาแล้ว สิ่งที่ทำให้เขาแตกต่างจากพ่อคือ เสือดำขี้เบื่อเกินไป ไม่ชอบประจบประแจงใคร ไม่อยากไปออกงานสุดหรู เกลียดการเป็นขุนนางและทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับมัน และรักการต่อสู้...ด้วยคุณสมบัติที่ขวางหูขวางตาครอบครัวเป็นยิ่งนัก อาเรสจึงถูกขับออกจากตระกูลและห้ามมิให้มีการยุ่งเกี่ยวกับเนอรินตั้นอีกต่อไป

เสือหนุ่มนักสู้ไม่สนใจ...เพราะเขาก็ไม่ได้รักครอบครัวมากขนาดนั้น และครอบครัวก็ไม่ได้รักเขาขนาดนั้น ออกจะยินดีเสียด้วยซ้ำที่ไม่ต้องทนอยู่กับภาระการสืบทอดตระกูลในฐานะพี่ใหญ่ แถมยังได้ออกท่องเที่ยวไปอีกด้วย (แต่ที่เสือดำยังใช้สกุลเนอรินตั้นอยู่เพราะตัวเองขี้เกียจเปลี่ยน)

อาเรสรับหน้าที่มาเป็นผู้คุ้มครองสินค้าให้กับกองคาราวานไม่ใช่เพราะเขา้ต้องการเดินทางข้ามทวีป แต่เพราะหัวหน้ากองนั้นยินดีที่จะจ่ายราคางามหากสินค้าของพวกเขาสามารถนำไปส่งให้ถึงตลาดขายได้อย่างปลอดภัย เสือหนุ่มมั่นใจในฝีมือตนพอควรจึงตกลงรับงานโดยง่าย ซึ่งนักสู้ตัวอื่นก็คิดอย่างนั้นเช่นกัน พวกเขามาจากที่ต่างๆ กันไป ต่างสายพันธุ์ต่างความสามารถ

อาเรสไม่เคยสนใจสิ่งที่เขาลงความเห็นว่าไม่น่าสนใจ แต่ในบรรดาผู้คุ้มครองสินค้าทั้งหมด เขากลับสะดุดตากับร่างบางของแมวหญิงนางหนึ่งที่ดูมาดมั่นกับฝีมือตัวเองมาก นัยน์ตาราวกับอำพันส่องประกาย เค้าหน้าสวยดูโดดเด่นท่ามกลางหนุ่มสิงสาราสัตว์ที่ยืนปะปนกันแถวนั้น ขนสั้นสีน้ำตาลแต้มจุดพร้อยทั่วตัว ดูจากการแต่งตัวแล้วน่าจะเป็นนินจาหญิงจากประเทศอื่น ร่างเล็กของเธอมักจะโดนนักสู้ตัวอื่นที่สูงใหญ่กว่าบังเสมอ เสือดำตัดสินใจค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้ๆ เพื่อที่จะมองหน้าหล่อนชัดๆ

และแล้วเขาก็ได้เห็นร่างบางนั้นนั่งอยู่บนลังไม้เพื่อหลบแดด ดวงตาโตคมเงยขึ้นสบตาเขาด้วยความฉงน เรียวปากอิ่มสีชมพูนั้นเหมือนจะกำลังเอื้อนเอ่ยอะไรบางอย่าง นักสู้หนุ่มเผลอทำสิ่งที่ขุนนางผู้ดีไม่ควร คือการไปจ้องหน้าหญิงสาวตรงๆ แถมดันจ้องนานเสียด้วย สาวน้อยเบือนหน้าไม่สนใจเขาแล้วลุกจะที่นั่งไปเดินเล่น อาเรสเผลอมองตามไปอย่างลืมตัว

...ไม่ใ่ช่แมว แต่เป็นแมวดาวนี่หว่า...(แมวดาวคือเสือพันธุ์เล็ก ใหญ่กว่าแมวธรรมดาเพียงเล็กน้อย กินปลาเป็นอาหาร)

เพราะการจ้องครั้งนั้นเอง ทำให้ตลอดการเดินทางแมวดาวน้อยตัวนั้นจะเลี่ยงเดินใกล้กับเขา ไม่แม้แต่หันมามอง แต่เขาไม่ละความพยายาม ลางสังหรณ์บางอย่างในตัวจะถูกต้องเสมอ เขาต้องเคยเจอเธอมาก่อนแน่ และเขาจะต้องรู้ให้ได้...

"นายมองหน้าไรองตลอดเลย หาเรื่องรึไง"เสียงเล็กพูดอยู่ตรงหน้าเขา นักสู้หนุ่มที่นั่งหลับตาอยู่ข้างเต้นท์เงยหน้าขึ้นมองตามเสียง แมวดาวสาวตัวนั้นนั่นเอง เขาเพิ่งจะมารู้ตัวว่าตอนกลางวันตนเผลอมองเธอบ่อยแค่ไหน...ทั้งวันนั่นเอง

"เปล่า"เขาพูดแค่นั้น สาวน้อยนินจานั่งยองๆ ให้ระดับสายตาของเราเท่ากัน ตาโตสวยนั้นยังจ้องเขม็งเข้ามาในนัยน์ตาสีถ่านของเขาราวกับจับผิด "แน่ใจนะ รู้ไว้ด้วยว่าไรองไม่ชอบให้นายมอง มันรู้สึกขนลุกแปลกๆ"

เขาพยายามไม่สนใจ กระชับผ้าคลุมสีน้ำตาลที่สวมอยู่มาห่มกันลมหนาว แมวดาวน้อยลังเลอยู่นานก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ ด้วย นางห่มร่างเล็กๆ ของตัวเองด้วยผ้าคลุมที่ใส่อยู่ ดูเหมือนจะไม่ช่วยอะไรเลย เธอนั่งกอดเข่าตัวเอง ร่างนั้นสั่นระริกอยู่ข้างๆ ด้วยความหนาว อาเรสมองผ้าคลุมของตัวเอง...ไม่ใช่ธุระของข้าที่จะต้องให้เด็กนี่ใช้ผ้าคลุมห่มกันหนาว ในเมื่อนางรู้อยู่แล้วว่าต้องเดินทางผ่านทะเลทรายก็ควรจะเตรียมมาก่อน...ไม่ใช่หน้าที่ของเขาที่ต้องดูแลเลย...

นักสู้หนุ่มตัดสินใจถอดผ้าคลุมออกแล้วแบ่งให้เสือตัวน้อยห่ม เธอรีบมุดตัวเข้ามาอยู่ในผ้าห่มอย่างเร็วไว ตัวยังคงสั่นเทาด้วยไอเย็นของทะเลทรายยามกลางคืน เสือดำตัดใจยกผ้าคลุมให้ห่มทั้งผืน แมวดาวหยิบปลายผ้ามุมโน้นมุมนี้พันตัวเองทันที แต่ไม่ทันไร เธอก็คว้าแขนเขาที่กอดเข่าอยู่ไปกอดเสียดื้อๆ

ผ้าคลุมก็ให้ไปแล้ว ยังจะเอาแขนไปอีก....

"ไรองไม่ผิดนะ!!"เธอพูดขึ้นดังลั่น ก่อนจะลดเสียงด้วยความอาย "ก็ไรองจะนอนกอดพี่ทุกคืนเลย แต่คืนนี้พี่ไม่อยู่แล้ว..."

"แล้วพี่เจ้าไปไหน"อาเรสถามเสียงเรียบ ที่จริงเขาถามไปตามมารยาทแค่นั้นแหละ แต่เจ้าหล่อนก็เล่าประวัติของตัวเองตั้งแต่เกิดยันปัจจุบันอายุ 14 เล่าเผื่อไปถึงญาติพี่น้อง เล่าถึงพี่ชายที่รักและเคารพ ที่เข้าร่วมกับเขี้ยวทะเลทรายจนมาทำลายล้างประเทศบ้านเกิดพังย่อยยับ เธอจึงออกเดินทางมาเรื่อยๆ อ้อ นางบอกชื่อด้วย ชื่ออะไรนะ....

คามินาริ ไรอง...

มิน่าละทำไมถึงได้ดูคุ้นตา...ที่แท้ก็เป็นน้องสาวของคามินาริ ฟูจิรุ่นน้องของเราที่มารับช่วงตำแหน่งหัวหน้าหน่วย 3 ของเขี้ยวทะเลทรายนี่เอง เป็นพี่น้องที่หน้าตาดีเหมือนกันเปี้ยบ...

"ไรองไม่เหลือใครแล้ว ไม่รู้จะไปไหนต่อ ไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงต่อไปดี"เสือน้อยเล่าพลางปาดน้ำตาออก อาเรสได้แต่นั่งอยู่ข้างๆ รับฟังเรื่องราวด้วยความสงบเพราะในใจไม่มีคำตอบที่ดีให้แก่หญิงสาวเลยแม้แต่น้อย...

หลังจากคืนวันนั้นทำให้ไรองตัวน้อยตามติดเขาอยู่เสมอ ซึ่งเขาไม่ได้ว่าอะไรอยู่แล้ว หากไม่ได้ทำเรื่องน่ารำคาญให้ก็แล้วไป ผ่านไปเกือบหนึ่งอาทิตย์ เกือบสิ้นสุดการทำงานคุ้มครองสินค้า เกือบจะถึงเมืองแห่งแสงแล้ว ทำไมเขาถึงรู้สึกแปลกๆ กับยัยหนูน้อยที่เด็กกว่าถึง 6 ปี ความรู้สึกแปลกๆ ที่รำคาญท่าทางหยิ่งทะนงนั้นแต่กลับเอ็นดูในความร่าเริงของเธอ...

ไม่ละ จบงานนี้เราก็จะเดินทางไปต่อเรื่อยๆ อย่างเคย ขืนเอาเด็กนี่ไปด้วยคงเป็นภาระอีก...

ตูม!!!

ปืนกลระดมรัวยิงราวกับดอกไม้ไฟลูกเล็กๆ พุ่งเข้าใส่กองคาราวาน คณะโจรกลุ่มใหญ่รอดักปล้นสินค้าอยู่แถบชานเมืองนานแล้ว นักสู้หลายตัววิ่งออกไปจัดการกับพวกโจรเหล่านั้น อาเรสพอจะรู้จักพวกนั้นอยู่ มันคือลูกมือของหัวหน้าย่อยๆ ของกลุ่มเขี้ยวทะเลทราย เป็นลูกกระจ๊อกที่ทำได้แค่เที่ยวปล้นสดมภ์สินค้าไปวันๆ ไม่มีฝีมือจะทำงานใหญ่ๆ ได้เลย เขาไม่เสี่ยงที่จะให้ตัวตนที่เขาเคยเป็นหัวหน้าหน่วย 3 ถูกเปิดโปงโดยพวกไร้น้ำยาแบบนี้จึงรีบขับขบวนรถขนของตีวงอ้อมพวกโจรไป ระยะทางเพียงนิดเดียว แค่ให้ตัวอื่นคอยถ่วงเวลาไปก่อน เราก็จะสามารถส่งของเข้าเมืองได้อย่างปลอดภัย และแล้วงานก็จะเสร็จเสียที แต่....

"เฮ้ย!! ไอ้มืดตัวนั้นน่ะ หยุดรถเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นหัวหน้ากองคาราวานตาย"เสียงแหบๆ ของโจรที่ปิดหน้าตาตัวหนึ่งพูดขึ้น มันจับพวกพ่อค้าไว้เป็นตัวประกันสั่งให้ทุกตัวหยุดอยู่กับที่ เสือดำหยุดรถอย่างไม่สบอารมณ์พลางจะเดินลงมาเจรจา หากไม่ได้ผลก็จะกำจัดพวกมันทิ้งก่อนที่ความลัของตนจะแพร่งพรายออกไป แต่....

"เฮ้ยยย นังเหมียวตัวนี้หน้าตาก็พอใ้ช้ได้นี่หว่า เอาไปขายจะได้เท่าไหร่กันวะพวก"

"ไรองเป็นแมวดาวนะ ไม่ใช่แมว!!"เจ้าหล่อนเถียงกลับทันที ไม่ได้ห่วงสถานะของตัวเองแม้แต่น้อย แมวดาวน้อยพยายามดิ้นสลัดโจรยักษ์ 2-3 ตัวที่ช่วยกันจับแขนขาของเธอไว้อย่างสุดความสามารถ แต่ไร้ผล อาเรสคิดจะไปเกลี้ยกล่อมให้คืนพวกพ่อค้ามาก่อน เขาจะได้เข้าไปใกล้พวกมันแล้วจัดการให้เรียบร้อย แต่....

"โกรธแล้วนะ!"ท้องฟ้าไร้เมฆจู่ๆ ก็มืดครึ้ม เส้นยึกยักเป็นประกายไฟสีขาวฟาดผ่ารอบๆ บริเวณที่ไรองยืนอยู่ พวกโจรเห็นท่าไม่ดีจึงรีบชิ่งหนี นักสู้ที่ถูกจ้างมายังมีสติพอวิ่งไปหิ้วปีกพ่อค้าที่ตกใจจนตัวสั่นออกมาจากวงล้อมของสายฟ้า นินจาหญิงปามีดนับสิบเล่มปักแขนขาของพวกโจรทุกตัวได้อย่างแม่นยำ มือเรียวเล็กประกอบกันเป็นสัญลักษณ์มือแล้วกดใส่ผืนทราย อัสนีบาตสายใหญ่ผ่าลงมาตรงกลางตัวเธอราวกับตัวเองเป็นสายล่อฟ้า แล้วแตกออกเป็นเส้นสายแขนงย่อยสีส้มเหลืองวิ่งยึกยือไปหามีดเหล็กที่พวกโจรยังไม่มีโอกาสดึงออก ร่างกองโจรกระตุกอยู่ท่ามกลางอาณาบริเวณแห่งสายฟ้าดิ้นพรวดพราดก่อนจะแน่นิ่งไปเพียงไม่กี่อึดใจ คามินาริ ไรอง อายุเพียง 14 ปี สามารถจัดการพวกโจรปล้นสดมภ์ด้วยตัวเองภายในเวลา 3 วินาที...

ผิดแผนไปหมด แต่มันก็ออกมาในแบบที่คาดไว้แล้วละนะ...อาเรสคิดในใจ

สุดท้ายแล้วคณะคาราวานและสินค้าก็มาถึงเมืองได้อย่างปลอดภัย ผู้ถูกจ้างวานต่างมารับรางวัลของตัวเองแล้วแยกย้ายออกไป เสือดำนับเงินค่าจ้างของตัวเองพลางเดินออกมาจากฝูงชน แต่ยัยแมวน้อยนางนั้นยังตามหลังเขามาไม่เลิก

"ตามมาทำไม"เขาถามออกไป

"ไรองไม่อยากจะตามนายไปหรอก เจ้ามืด เพราะไรองไม่ชอบหน้านาย..."


ถึงจะพูดอย่างนั้นก็เถอะ ไรองตัวน้อยที่ยังดูแลตัวเองไม่รอดในวันนั้นก็คอยตามติดเขามาตลอด 3 ปี จนบัดนี้พร้อมจะต่อสู้กับทุกสิ่งด้วยลำแข้งของตัวเอง ไม่ต้องการเขาอีกต่อไป อาเรสนอนนึกวันเวลาที่ผ่านมา 3 ปีอาจเป็นช่วงเวลาที่สั้นสำหรับใครบางคน แต่เขาไม่เคยสนใจว่าจะสั้นจะยาวแค่ไหน นับตั้งแต่โดนเตะส่งจากตระกูล เขาก็มีชีวิตที่แตกต่างไปจากเดิม มีประสบการณ์ที่มากมาย แต่เสือดำอยากลืมทุกอย่างทิ้งให้หมด อยากกลับไปแก้สิ่งที่ตนเคยทำผิดเอาไว้ในอดีต เพื่อไม่ให้เธอต้องเจ็บปวด เพราะเขาไม่อยากเห็นน้ำตานั้นอีกต่อไป

แต่หากทำได้จริง เขาจะยังได้เจอเธออีกรึเปล่า....จะยังมีเวลาและความทรงจำที่สวยงามของ 3 ปีนี้อยู่รึเปล่า ความทรงจำและสายสัมพันธ์ที่หยุดชะงักและไม่อาจสานต่อไปได้อีกแล้ว หากเราเจอกันอีก เขารู้ดีว่าทุกอย่างก็จะไม่เป็นอย่างเดิมอีกต่อไป ไม่ใช่เธอที่มากเรื่อง หยิ่งทะนง เอาแต่ใจอย่างเดิมอีกแล้ว เพราะเขาเอง...

ไรอง...

_________________
ImageImageImage

ไอ วอนน่า บี อะ ซุปตาร์ !!!


Top
Offline Profile  
 
 Post subject: Re: 12 Tails :Battle Star Old Arena[ย้ายลานประลองแล้วครับ~]
PostPosted: Sat Jun 12, 2010 12:36 am 
ฮีโร่มาสเตอร์
User avatar

Joined: Tue Sep 29, 2009 2:03 pm
Posts: 1072
Jeena wrote:
"โอ้วๆๆๆ!! ตกลงเรื่องของไวท์จะเป็นยังไงต่อละเนี่ย! แถมความสัมพันธ์ของไรองกับอาเรสนี่รู้สึกจะลึกซึ้งกว่าที่คิดเยอะเลยนะเนี่ย!" อีหมึกว่าขึ้นขณะกำลังนั่งฟังเรื่องราวไป

_________________
ImageImage
http://writer.dek-d.com/destiny11/story ... ?id=526190 <<< นิยายที่ชาติหนึ่งจะแต่งที


Top
Offline Profile  
 
 Post subject: Re: 12 Tails :Battle Star Old Arena[ย้ายลานประลองแล้วครับ~]
PostPosted: Sat Jun 12, 2010 10:10 pm 
Jumping Panda!
User avatar

Joined: Fri Jun 19, 2009 12:23 pm
Posts: 3964
Location: หน้าคอม
ฮือ ไม่ค่อยมีใครลงฟิคเลยอ้ะ ไปที่หอแล้วพอกลับบ้านก็อยากอ่านต่อให้เต็มอิ่ม TT_TT

_________________
ImageImageImage

ไอ วอนน่า บี อะ ซุปตาร์ !!!


Top
Offline Profile  
 
 Post subject: Re: 12 Tails :Battle Star Old Arena[ย้ายลานประลองแล้วครับ~]
PostPosted: Wed Jun 16, 2010 9:03 pm 
ฮีโร่มาสเตอร์
User avatar

Joined: Tue Aug 25, 2009 1:44 pm
Posts: 1821
Location: ~•:นั่งมองไปข้างหน้ากับหมาน้อยสีขาว:•~
Quote:
เสียงอึกทึก จ๊อกแจ๊กจอแจ เสียงตะโกน เสียงหัวเราะ เสียงเชิญชวนให้ซื้อของของตน เสียงบ่นบ่นราคา และเสียงอื่นๆอีกนับไม่ถ้วน ล้วนแล้วแต่กึกก้องอยู่ภายในเมืองแห่งแสง เมืองที่อยู่ใกล้กับหอคอยแห่งนิรันดร์........

เมืองอันแสนงดงามแห่งนี้เมื่อยามกลางวัน ก็เห็นผู้คนเดินผ่านสัญจรไปมา สายน้ำที่ไหลผ่านเมืองส่องประกายระยิบระยับราวกับสายธารแห่งอัญมณีสีฟ้าที่เลอค่าหาเปรียบมิได้ ยามราตรีก็ยังเป็นเมืองที่มีแสงสีอันงดงาม ร้านรวงต่างๆประดับประดาไปด้วยแสงไฟหลากสี คล้ายกับจะเชิญชวนนักท่องราตรีทั้งหลายให้เข้ามาสัมผัสกับบรรยากาศภายในเมืองแห่งนี้ยามราตรี.....

--------------------------------------------------------------------------------------------

“เมืองแห่งแสงงั้นเรอะ.......ช่างเป็นเมืองที่ใหญ่โตซะจริงๆ” เสียงเอ่ยปากชมนี้มาจากบุรุษหมาป่าขนสีน้ำเงินเข้มดั่งอควอมารีน นัยน์ตาสีแดงข้างซ้ายและสีฟ้าอ่อนด้านขวา ที่หลังแบกกล่องไม้ที่ภายในนั้นบรรจุของบางอย่างเอาไว้ เสื้อผ้านั้นถูกคลุมตัวไว้ด้วยผ้าขนสัตว์เก่าๆคลุมรอบตัว ราวกับว่าได้ใช้งานมันมานานแล้ว.....

ร่างสีน้ำเงินนั้นเดินลัดเลาะไปตามถนนที่ถูกปูด้วยกระเบื้องแต่งแบบโมเสกอันวิจิตรงดงามราวกับภาพวาดของจิตรกรชื่อดังมิปาน.......

ก่อนที่จะมาหยุดเพราะถูกสาวน้อยคนหนึ่งรั้งชายผ้าไว้ เมื่อหันกลับไปดูก็พบกับเด็กน้อยคนหนึ่งที่สวมเสื้อผ้าที่ดูเก่าคร่ำคร่าไร้ราคา มือซ้ายหิ้วตะกล้าที่ภายในนั้นเต็มไปด้วยดอกไม้ป่านานาชนิด ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆของธรรมชาติให้ได้สัมผัส มือซ้ายถือดอกไม้ดอกสีน้ำเงินดอกหนึ่ง ยื่นมาให้กับหมาป่านั้น ก่อนที่จะเอ่ยคำๆหนึ่งออกมา

“พี่ชายค่ะ ช่วยซื้อดอกไม้ของหนูหน่อยซิค่ะ” ใบหน้านั้นระบายไปด้วยรอยยิ้มที่ใสซื่อบริสุทธิ์ของเด็กน้อย แล้วหมาป่านั้นก็ย่อตัวลงแล้วเอ่ยปากถามขึ้นมา

“เท่าไหร่กันล่ะ”

“2 G ค่ะพี่”

จากนั้นก็ล้วงเข้าไปในเสื้อเพื่อหยิบถุงเงินออกมา แล้วหยิบเหรียญทองเหรียญหนึ่งขึ้นมา.....

“อะนี้...”

“สักครู่นะค่ะพี่ชาย” แล้วเด็กน้อยคนนั้นพลางล้วงหาเงินที่จะทอนให้ แต่อีกคนนั้นกลับจับมือเด็กคนนั้นแล้ววางเหรียญทองเหรียญนั้นบนมือเด็กคนนั้น และกำมือไว้แล้วเอ่ยขึ้นมาว่า....

“รับไปเถอะ”

เด็กน้อยคนนั้นทำหน้าตางงๆ ไปพักหนึ่งก่อนที่จะยิ้มขึ้นมา แล้วเอ่ยปากขอบคุณสำหรับค่าดอกไม้ที่เกินมานั้น ก่อนที่จะเดินจากไปเพื่อขายดอกไม้ให้กับคนอื่นต่อไป.....

“ดอกบลูไนท์เรอะ....หึ...” แล้วเค้าคนนั้นก็เดินลัดเลาะไปยังตรอกเล็กๆ ก่อนที่จะร่ายมนต์บางอย่างขึ้น.....

สิ้นเสียง..... อากาศรอบตัวของหมาป่าน้ำเงินนั้นเกิดประกายระยับขึ้นมาแล้วรวมตัว ณ เบื้องหน้า ก่อกำเนิดเป็นแผ่นกระจกขึ้นมา แล้วยื่นดอกไม้ดอกนั้นเข้าไปในกระจก.....

เมื่อปลายนิ้วสัมผัสกับกระจกนั้น ก่อเกิดเป็นระลอกคลื่นคล้ายแผ่นน้ำที่ลอยกลางอากาศ ก่อนที่จะปล่อยดอกไม้สีน้ำเงินดอกนั้นไว้ในกระจก แล้วพอยื่นมือออกมา กระจกบานนั้นพลันแตกสลายส่องประกายระยับคล้ายฝุ่นเพชรอันงดงาม แล้วสลายหายไปกับสายลม......

“อีกไม่นานหรอก.....เราคงได้เจอกันแน่...มิซึรุ....”


ปล. งานนี้ถ้าแต่งลวกไปก็ขออภัยด้วยครับ - -" ช่วงนี้คิดไรไม่ค่อยออกจริงๆ
ป2ล. เปลี่ยนแล้วล่ะครับ ใช้สีเดิมพออ่านไปนานๆแล้วปวดตาแทน

_________________
Image
"คราที่เราสูญเสียสิ่งนั้นไปแล้ว จักรู้ค่าของสิ่งนั้นเมื่อยามจากไป"


Top
Offline Profile  
 
Display posts from previous:  Sort by  
Post new topic Reply to topic  [ 1123 posts ]  Go to page Previous  1 ... 106, 107, 108, 109, 110, 111, 112, 113  Next

All times are UTC + 7 hours


Who is online

Users browsing this forum: No registered users and 2 guests


You cannot post new topics in this forum
You cannot reply to topics in this forum
You cannot edit your posts in this forum
You cannot delete your posts in this forum
You cannot post attachments in this forum

Jump to:  
cron
Powered by phpBB © 2000, 2002, 2005, 2007 phpBB Group
Theme created StylerBB.net & kodeki